กาฬเกษ
อักษรธรรม 1 ผูก วัดแสงเกษม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
 
       ณ เมืองพาราณสี มีกษัตริย์นามว่าสุริวงษ์ และมเหสีนามว่า กาฬ ปกครอง และท้าวสุริวงษ์มีม้ามณีกาบ
ซึ่งเป็นม้าวิเศษเป็นพาหนะคู่บารมี ครั้งหนึ่งท้าวสุริวงษ์ได้ลามเหสีและชาวเมืองไปเรียนวิชาอาคม
โดยมีม้ามณีกาบเป็นพาหนะไปพบกับพญาครุฑ และยักษ์กุมภัณฑ์ ต่อมาได้เป็นสหายกันและพระองค์
ก็เรียนศาสตระศิลป์กับพระฤาษีจนสำเร็จแล้วกลับมาปกครองเมืองต่อไป
     เมื่อท้าวสุริวงษ์กลับมาครองเมืองแล้ว ก็ต้องการจะมีบุตรชาย เพื่อเอาไว้สืบราชสมบัติแทนพระองค์ ดังนั้นจึงทำพิธี
ขอลูกกับพระอินทร์ฯ ก็ได้ส่ง เทพบุตรกับเทพธิดาลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน โดยเทพบุตร
องค์หนึ่งมาเกิดในท้อง นางกาฬมเหสีของท้าวสุริวงษ์ เมื่อนางกาฬประสูติออกมาเป็นชาย ชื่อว่ากาฬเกษ กาฬเกษกุมารนี้
ได้เจริญเติบโต มาเป็นลำดับ ครั้งหนึ่งเข้าไปเล่นในโรงม้า อันเป็นที่อยู่ของม้ามณีกาบ ได้แอบขึ้นขี่ม้าแล้วม้ามณีกาบก็พา
กาฬเกษกุมารเหาะไปในอากาศออกจากเมืองมุ่งเข้าป่าหิมพานต์     ขณะที่ท้าวกาฬเกษหนีออกจากเมืองนั้น
ได้พบกับนกสาริกาคู่หนึ่ง จึงได้สั่งความให้กลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ด้วยว่าจะออกไปเที่ยวในป่าถึง 3 ปี แล้วจะกลับมา
เมื่อสั่งความแล้วก็เดินทางต่อไปจนเข้าเขตเมืองผีมนต์ของท้าวผีมนต์ และนางมาลีทอง ได้พักอยู่นอกเมือง
พบกับชาวเมืองที่ออกมาหาฟืนแล้วได้ทราบว่าท้าวผีมนต์มีลูกสาวสวยชื่อ มาลีจันทน์ จึงพยายามจะไปพบนาง
ในสวนดอกไม้ เมื่อนางมาลีจันทน์มาชมสวน ท้าวกาฬเกษจึงเข้าไปหาแล้วชอบพอรักใคร่กัน ดังนั้นเมื่อตอนกลางคืน
จึงแอบเข้าไปหานางเป็นเวลานาน ต่อมาท้าวผีมนต์สืบได้จึงทำหอกยนต์ดักยิง ขณะที่ท้าวกาฬเกษแอบเข้าไปนั้น
พระองค์ได้ถูกหอกยนต์ตายลง แต่ก่อนจะตายท้าวเธอได้สั่งว่าอย่าเผาศพ ให้เอาใส่แพลอยน้ำไป นางมาลีจันทน์
ได้ปฏิบัติตามที่ท้าวกาฬเกษสั่งทุกประการ ศพของท้าวกาฬเกษลอยทวนกระแสน้ำจนไปถึงอาศรมพระฤาษี
แล้วพระฤาษีมาพบเข้าจึงร่ายมนต์ชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา ท้าวกาฬเกษคืนมาแล้วจึงเรียนศาสตระศิลป์อยู่กับพระฤาษี
จนสำเร็จแล้วลาพระฤาษีกลับไปหานางมาลีจันทน์ใหม่ ท้าวผีมนต์ทราบข่าวอีกจึงเกิดรบกันในที่สุด ท้าวผีมนต์จึงแพ
้ยกเมืองและลูกสาวคือนางมาลีจันทน์ให้แก่ท้าวกาฬเกษ ๆ อยู่ที่นั่นไม่นานก็พานางมาลีจันทน์เดินทางต่อไปอีก
ในการเดินทางต่อนี้ ยักษ์หลายเมืองเช่น ยังษ์ชื่อสาระกัน, ชื่อคันธะยักษ์ และยักษ์ขีนีสาระกาย ต่างต้องการจะให
้ท้าวกาฬเกษอยู่ครองเมือง แต่ท้าวกาฬเกษยังต้องการเดินทางต่อไป หลังจากเดินทางตามที่ต้องการแล้ว ในที่สุด
ท้าวกาฬเกษก็รับนางมาลีจันทน์ ไปครองเมืองพาราสี สืบต่อไป
 
 
กำพร้าผีน้อย
อักษรธรรม 1 ผูก วัดโนนกุง ต. นาคำ อ. ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี
      ที่เมืองแห่งหนึ่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งกำพร้าพ่อและแม่ ได้เที่ยวขอทานเขากินจนโตเป็นหนุ่มแล้วจึงออกจากเมือง
มาทำนาทำไร่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เมื่อข้าวพืชงอกงามขึ้น ได้มีสัตว์ต่างๆ มากิน แม้จะไล่อย่างไรก็ไม่ไหว เอาอะไรมาทำ
เครื่องดักก็ยังขาดหมด จึงไปขอเอาสายไหม จากย่าจำสวน (คนสวนของพระราชา) มาทำจึงจับได้ช้าง ช้างเมื่อถูกจับได
้กลัวตายจึงร้องขอชีวิตและบอกว่าจะให้ของวิเศษถอดงาข้างหนึ่งให้ ท้าวกำพร้าผีน้อยจึงปล่อยไปแล้วเอางาช้างมาไว้ที่บ้าน
ต่อมาท้าวกำพร้าดักได้เสือ เสือก็ยอมเป็นลูกน้อง โดยบอกว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนจะมาช่วย ต่อมาจับได้อีเห็น อีเห็นก็ยอม
เป็นลูกน้อง เช่นเดียวกันกับเสือ ต่อมาจับพญาฮุ้ง (นกอินทรีย์) พญาฮุ้งก็ยอมเป็นลูกน้องอีก และตัวสุดท้ายจับได้คือผีน้อย
ที่มาขโมยกินปลาที่ไซ ผีน้อยก็ยอมเป็นลูกน้อง เมื่อท้าวกำพร้าได้งาช้างมาแล้วก็เอามาไว้ที่บ้าน ในงาช้างนั้นได้มีหญิงสาว
คนหนึ่งชื่อสีดา อาศัยอยู่ นางได้ออกมาทำอาหารไว้รอท้าวกำพร้า ต่อมาท้าวกำพร้าจับนางได้จึงทุบงาช้างนั้น เพื่อจะไม่ให้
นางหลบเข้าไปอยู่อีก นางจึงอยู่กินเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่นั้นมา ความสวยงามของสีดา ได้ยินไปถึงพระราชา เมื่อพระราชา
เห็นแล้วก็รักใคร่จึงจะยึดเอาแต่ก็กลัวคนจะติเตียน จึงท้าท้าวกำพร้า การแข่งขันต่างๆ โดยถ้าท้าวกำพร้าแพ้จะยึดนางสีดามา
แต่พระองค์แพ้จะยอมยกเมืองให้ครึ่งหนึ่ง การแข่งขันนั้นคือ ชนวัว , ชนไก่ , แข่งเรือ แต่ปรากฏว่าท้าวกำพร้าชนะทุกครั้ง
เพราะในการชนวัวนั้น เสือแปลงเป็นวัวมาช่วยท้าวกำพร้า, ชนไก่นั้นอีเห็นแปลงเป็นไก่มาช่วย กัดไก่ของพระราชาตาย
ในการแข่งขันเรือนั้นพญาฮุ้งมาเป็นเรือและได้ทำให้เรือพระราชาล่มแล้วกินคนทั้งหมด เมื่อพระราชาตายแล้วได้รวมหัว
กับบ่างลั่วตัวหนึ่ง โดยให้บ่างลั่วร้องเรียกวิญญาณของนางสีดามา โดยร้องครั้งแรกนางก็ไม่สบาย ครั้งที่สองสลบไป
ครั้งที่สามจึงตายวิญญาณของนางจึงมาอยู่กับพวกผีพระราชา ส่วนท้าวกำพร้าปรึกษากับผีน้อย ผีน้อยบอกว่าอย่าเพิ่งเผา
จะตามไปดูวิญญาณของนางอยู่ที่ใด เมื่อผีน้อยตามไปทราบเรื่องทั้งหมดแล้วจึงวางแผนจะจับบ่างลั่วตัวนั้น จึงเข้าไปตีสนิท
กับบ่างลั่วแล้ว สานข้อง (ที่ใส่ปลา) ครั้งแรกสานด้วยไม้ใผ่แล้วให้บ่างลั่วเข้าไปข้างใน แล้วให้ยันดูปรากฏว่าข้องแตก
จึงสานด้วยลวด แล้วบอกให้บ่างลั่วเข้าไปดูแล้วบอกให้ยันดู ปรากฏว่าข้องไม่แตกจึงรีบหาฝามาปิดแล้วรีบเอามาให
้ท้าวกำพร้าบังคับให้บ่างลั่วร้องเรียกเอาวิญญาณนางสีดากลับคืนมาไม่เช่นนั้นจะฆ่าเสีย บ่างลั่วจึงร้องเรียกเอาวิญญาณ
นางกลับมา โดยร้องครั้งแรกก็เคลื่อนไหว ครั้งที่สองฟื้นขึ้นครั้งที่สามหายเป็นปกติทุกอย่าง พอทุกอย่างปกติแล้วท้าวกำพร้า
จึงหลอกว่าขอดูไอ้ที่ร้องเอาวิญญาณคนได้ไหม บ่างลั่วจึงแลบลิ้นออกมาให้ดู ท้าวกำพร้าจึงตัดลิ้นบ่างลั่วนั้นเสีย เพราะกลัว
มันจะร้องเอาวิญญาณไปอีก บ่างลั่วจึงร้องไม่ชัดตั้งแต่นั้นมา ส่วนท้าวกำพร้ากับนางสีดา ได้ปกครองเมืองแทนพระราชาที่ตายนั้น
ไก่แก้วหอมฮู (กำพร้าไก่แก้ว)
อักษรธรรม 12 ผูก วัดธัญญูตตมาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี
 
     มีเมืองแห่งหนึ่ง ครั้งหนึ่งชาวเมืองได้พบรูขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นหอมออกมาจากรูนั้น ทำให้เป็นที่อยากรู้อยากเห็นของทุกคน
ดังนั้นพระราชาแห่งเมืองนั้นจึงประกาศหาอาสาสมัครที่จะลงไปในนั้นเพื่อจะดูว่ามีอะไรอยู่ข้างใน แต่ก็ไม่มีใครอาสาไป
ในขณะนั้นมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งชื่อ เทศจันทสมุทร์ อาศัยอยู่กับย่าจำสวน (คนสวนของพระราชา) ท้าวเทศจันทร์นี้เห็นว่า
ไม่มีใครไปจึงรับอาสาจะไป พระราชาจึงให้ทำอู่เหล็ก และทำโซ่เหล็กแทนเชือก แล้วให้ท้าวเทศจันทรสมุทร์นั่งอยู่ในอู่นั้น
แล้วหย่อนลงไปตามรูจนไปถึงเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อลงไปถึงนั้นไปลงตรงเกาะพอดี ขณะที่ท้าวเทศจันทสมุทร์ขึ้นกินหมากเดื่ออยู่
ได้มีหมูตัวหนึ่งคาบแก้ววิเศษไต่น้ำมา ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงโยนหมากเดื่อให้กินห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วรีบมาขโมยเอาแก้วไป
เมื่อเดินต่อไปพบชายคนหนึ่ง ถือน้ำเต้าเหาะมาจึงขอเอาแก้วแลกกับน้ำเต้า เมื่อได้น้ำเต้าแล้วก็เดินต่อไป ส่วนแก้วได้เหาะ
กลับมาอยู่กับท้าวเทศจันทสมุทร์เหมือนเดิม เมื่อเดินต่อไปก็ได้พบกับคนถือขวาน ถือดาบ ถือขดหนังเหาะมาเช่นเดียวกัน
และท้าวเทศจันทสมุทร์ก็ขอแลกเอาเหมือนครั้งก่อนแล้วแก้วก็กลับมาเช่นเดียวกัน ดังนั้นท้าวเทศจันทสมุทร์จึงมีของดี 5 อย่าง
คือ แก้ว , น้ำเต้า, ขวาน, ดาบ และขดหนัง แล้วเดินทางไปอาศัยอยู่กับย่าจำสวนแล้วสืบดูนะว่าใครนะที่หอมๆ นั้น เมื่อรู้แล้ว
จึงขอร้องให้ย่าจำสวนไปสู่ขอให้ แต่ย่าจำสวนว่าท้าวเทศจันทสมุทร์ไม่หล่อเหลา จึงพาไปหล่อใหม่แล้วจึงไปสู่ขอให้
เมื่อนางผมหอมเห็นท้าวเทศจันทสมุทร์แล้วก็เกิดรักใคร่กัน แต่พระราชาพ่อของนางไม่ยอม เพราะมีลูกเจ้าพระยามหากษัตริย์
มาสู่ขอหลายคนแล้ว และบอกว่าถ้าอยากได้ให้มารบเอา ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงไปรบชนะแล้วจึงได้อยู่กินกันเรื่อยมา
เมื่ออยู่มานานก็คิดจะกลับมาเยี่ยมบ้าน จึงพานางผมหอมมาที่เก่า พอขึ้นไปทั้งสองคนแล้วผ้าของนางผมหอมผืนหนึ่งตกลง
ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงลงไปเอา ขณะเดียวกันนั้นคนที่อยู่ข้างบนก็ดึงเอานางขึ้นมาคนเดียว แล้วเอามาถวายพระราชา
แต่พระราชาก็ไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ ส่วนท้าวเทศจันทสมุทร์ก็เดินทางต่อไปเพื่อจะหาทางขึ้น จนวันหนึ่งได้พบนกกระจอก
2 ตัวที่พระอินทร์แปลงกายลงมาเป็นนกกระจอก ได้ให้ท้าวขี่ขึ้นมาปล่อยไว้นอกเมืองใกล้แม่น้ำ ขณะนั้นมีพ่อค้านายสำเภา
มาพบเข้า ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงขออาศัยไปด้วย แล้วไปอยู่กับย่าจำสวนเหมือนเดิม ส่วนนางผมหอมนั้นได้ยินว่าผัวของนาง
มาแล้วจึงออกมาอยู่ด้วย เมื่อพระราชารู้ดังนั้นจึงส่งคนมารับนางคืนไป แต่ท้าวเทศจันทสมุทร์ไม่ให้ พระราชาจึงส่งกองทัพ
มาชิงเอานางไป กองทัพก็แพ้เพราะของวิเศษเหล่านั้น พระราชาหมดปัญญาจึงยอมยกเมืองให้ครองครึ่งหนึ่ง แล้วท้าว
เทศจันทสมุทร์ก็อยู่กับนางผมหอมที่ได้มาจากรูนั้นต่อมา
 
ขุนทึง (ขุนเทือง)
อักษรธรรม 4 ผูก วัดอาภาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี
     นครแห่งหนึ่งชื่อ เชียงเงื้อม หรือเชียงใหญ่ มีกษัตริย์ นามว่า ขุนเทืองและนางบุสดี ปกครองบ้านเมือง ครั้งหนึ่ง
ขุนเทืองต้องการจะออกเดินเที่ยวป่า จึงออกเดินทางจากเมืองไปในป่าประมาณ 2 เดือน จึงไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง
เป็นสวนของพญานาค แล้วพระองค์ได้พบลูกสาวพญานาค ชื่อว่า นางแอกใค้ เกิดรักใคร่กัน ขุนเทืองจึงตามนางไปยัง
บาดาลและอยู่ที่นั่นถึง 2 ปีกว่า ในขณะที่ขุนเทืองไม่อยู่นี้ นางบุสดีได้เอาหมอมอ(โหร) มาทายดูว่าขุนเทืองอยู่ที่ใด
ได้รู้ว่าขุนเทืองอยู่ที่เมืองพญานาคกับลูกสาวพญานาค นางบุสดีจึงบนบานให้พวกผีต่างๆ เช่น ผีน้ำ, ผีเสื้อ, ผีตายาย
(บรรพบุรุษ) ผีเมือง เป็นต้น ตามไปบอกท้าวขุนเทืองกลับมาเมือง ขุนเทืองจึงได้ลานางแอกใค้และพญานาคเพื่อจะกลับ
นางแอกใค้ได้มาส่งขุนเทืองถึงท่าน้ำ ก่อนจะจากกันนางได้ล้วงเอาลูกในท้องแล้วเอาใบตองทึงห่อให้ขุนเทืองตอนกลับเมือง
เพื่อเอาไปเลี้ยง เมื่อมาถึงเมืองแล้วนางบุสดีไม่พอใจพยายามหาเรื่องเพื่อทำอันตรายต่างๆ นานา ขุนเทืองเห็นท่าไม่ดี
จึงให้เสนาอำมาตย์เอาลูกชายชื่อขุนทึงไปปล่อยไว้ในป่า ขุนทึงอยู่ในป่าอย่างสุขสบาย เพราะมีเทวดาและสัตว์ต่างๆ
มาดูแลรักษาเลี้ยงดู ต่อมาประมาณ 1 ปี ขุนเทืองคิดถึงขุนทึงลูกชาย จึงให้พวกอำมาตย์ออกไปสืบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
เมื่อทราบว่ายังมีชีวิตอยู่จึงไปเชิญเข้ามาอยู่ในเมือง ขุนทึงเมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้นต้องการอย่างจะพบแม่ที่แท้จริง จึงไปถามพ่อ
ถึงที่อยู่ของแม่ พอทราบว่าแม่นั้นเป็นนาคอยู่ที่เมืองบาดาลจึงอำลาพ่อ เพื่อที่จะไปเยี่ยมเยียนถามข่าวคราวแม่แล้วออกเดินทาง
ไปตามที่พ่อบอกจนถึงท่าน้ำแล้วเอาไม้ตีน้ำเรียกพวกนาคให้มาหา พวกนาคถามดูรู้ว่าเป็นลูกของนางแอกใค้ จึงพาขุนทึง
ไปเมืองบาดาลของพญานาค ขุนทึงได้พบแม่ ตา และยายแล้วอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้ลาแม่เพื่อกลับเมือง
เชียงเงื้อมของพ่อ นางแอกใค้แนะนำให้ลาตาแล้วขอของวิเศษเพื่อเป็นเครื่องติดตัวในการเดินทาง เมื่อขุนทึงไปลาตา ๆ
ได้ให้ของที่วิเศษ 3 อย่าง มี หม้อทองแดง , ดาบ และของ้าว และมาถามวิธีใช้กับแม่ นางแอกใค้บอกวิธีใช้ว่า หม้อนั้นมีของ
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใน ถ้าต้องการอะไรให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วเคาะเบาๆ ของที่ต้องการนั้นจะออกมา ดาบนั้นใช้ในการต่อสู้
กับข้าศึกศัตรู ส่วนของ้าวนั้นให้ลากไปอย่าแบกหรือถือไป ขณะที่ลากนั้นถ้าไม่เกี่ยวอะไรก็ให้เดินทางไปเรื่อยๆ ห้ามนอน
แม้จะกี่วันก็ตาม แต่ถ้าง้าวไปเกี่ยวกับอะไรแล้วจึงหยุดนอน ขุนทึงเมื่อแม่มาส่งถึงท่าน้ำแล้วก็เดินทางต่อไปโดยปฏิบัติตามคำ
ของแม่ ใช้เวลาเดินอยู่หลายวันจึงถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่งของ้าวได้เกี่ยวหยุดหยู่ จะดึงอย่างไรก็ไม่ไปจึงหยุดนอน ณ ที่นั้น
พอเมื่อตื่นขึ้นที่นั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ ชื่อว่า ศรีสัตตนาคคนหุต ดังนั้นขุนทึงจึงเคาะหม้อทองแดงแล้วมีหญิงสาวออกมา 2 คน
ชื่อ ทึง และทอง จึงอภิเษกเป็นมเหสีทั้งสองคน แล้วขุนทึงก็ครองศรีสัตตนาคคนหุตต่อมาอย่างมีความสุข ต่อมาครั้งหนึ่งขุนทึง
ออกไปเที่ยวป่าคนเดียวเดินทางไปประมาณ 15 วัน ถึงป่าหิมพานต์ ได้พบนางชะนี ที่อยู่ใกล้กับอาศรมพระฤาษี นางชะนี
ได้แปลงกายเป็นคนแล้วใส่ยาเสน่ห์เพื่อให้ขุนทึงรัก ขุนทึงได้หลงเสน่ห์ของนางชะนีแล้วได้อยู่กับนางชะนีที่ถ้ำในป่าหิมพานต์นั้น
ประมาณ 3 ปี ได้ลูกชายคนหนึ่งชื่อ อำคา หรือ อู่แก้ว ต่อมาขุนทึงได้ลานางชะนีกลับมาเมืองศรีสัตตนาคคนหุต พร้อมกับ
ท้าวอำคา ลูกชายและสัญญากับนาชะนีว่าจะมารับไปอยู่ในเมือง
 
ขูลู - นางอั้ว
อักษรธรรม 3 ผูก วัดหนองควายน้อย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
    ท้าวพรมสีเป็นกษัตริย์ครองนครกาสี มีมเหสีชื่อนางพิมพากาสี มีโอรสชื่อท้าวขูลู ส่วนท้าวปุตตาลาดเป็นกษัตริย์ครองนครกาย
มีมเหสีชื่อนางจันทา มีธิดาชื่อนางอั้ว กษัตริย์ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกันต่างให้สัญญากันว่าจะให้โอรสและธิดาแต่งงาน
เป็นทองแผ่นเดียวกัน เมื่อท้าวขูลูเป็นหนุ่มแล้วมารดาจึงแต่งเครื่องบรรณาการให้เพื่อนำไปหมั้นหมายนางอั้ว การพบกันครั้งนี้
แม้จะเป็นครั้งแรกท้าวขูลูนางอั้วต่างก็พอใจรักใคร่กันจนลักลอบได้เสียกัน และต่างทราบว่าจะแต่งงานกันในไม่ช้า ท้าวขูลู
จึงลากลับเพื่อเตรียมการแต่งงาน ในช่วงนี้เองขุนลางกษัตริย์ผู้ครองเมืองขอมได้มาหลงรักนางอั้วทั้งๆ ที่ตนเป็นคนแก่แล้ว
ได้ส่งของกำนัลมาให้มารดาของนางอั้วบ่อยๆ จนกระทั่งนางพอใจออกปากยกลูกสาวคือนางอั้วให้ นางอั้วไม่ยอมจึงถูกมารดา
ดุด่าทุบตี ท้าวขูลูได้ทราบข่าวจึงมาทวงสัญญา มารดาของนางอั้วบ่ายเบี่ยงไม่ยอมยกให้แต่งงานกับท้าวขูลู แต่เพื่อไม่ให้เสียสัญญา
และเกิดศึกสงคราม นางจึงให้ทำพิธีเสี่ยงทายสายแนน ขุนลางเป็นผู้ชนะ ท้าวขูลูจึงกลับไปด้วยความเสียใจปานจะสิ้นชีวิต แต่ก
็พยายามมาหานางอั้วบ่อยๆ ส่วนมารดานางอั้วนั้นได้รวบรัดจะให้นางอั้วแต่งงานกับขุนลางโดยเร็ว นางอั้วหาทางแก้ปัญหาชีวิต
ไม่ได้จึงผูกคอตาย ก่อนตายได้อธิษฐานขอให้ได้ครองรักกับท้ายขูลูบนสวรรค์ ท้าวขูลูทราบข่าวการตายของนาง จึงฆ่าตัวตาย
ตามไปอีกคน

จำปาสี่ต้น

อักษรธรรม 1 ผูก วัดทุ่งศรีเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี

       มีเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง ชื่อเมืองจักขิน ครั้งหนึ่งเกิดภัยใหญ่ขึ้น คือมีฮุ่งใหญ่หรือเหยี่ยวใหญ่สองตัวผัวเมียมาจับประชาชนกินเป็นอาหารเป็น ประจำ เจ้าเมืองหมดทางสู้จึงนำธิดาสาวชื่อปัดทุมมา ไปซ่อนไว้ในกลองในพระราชวัง ในที่สุดฮุ่งใหญ่จับคนกินหมด ต่อมาท้าวจุลละนีแห่งเมือง ปัญจานครมาล่าสัตว์ได้หลงเข้าไปในเมืองจักขิน ได้เห็นเป็นเมืองร้างเต็มไปด้วยกระดูกและซากศพ พระองค์จึงไปตีกลองได้พบนางปัดทุมมาร้องออกมาจากในกลอง จึงเอานางออกมา ดังนั้นนางจึงมีชื่อหนึ่งว่า นางคำกลอง ท้าวจุลละนีจึงเอานางเป็นมเหสีคนที่สองรองจากนางอัคคี เมื่อนางปัดทุมมาประสูติโอรสนางอัคคีเอาผ้าผูกตา แล้วเอาลูกสุนัขมาเปลี่ยนพร้อมทั้งใส่ร้ายนางว่ามีความผูกพันรักใคร่กับ สุนัข ท้าวจุลละนีจึงเนรเทศนางออกจากเมืองไป เป็นคนเลี้ยงหมูแสนทุกข์ทรมานกายใจ ส่วนกุมารทั้งสี่คนถูกนางอัคคีจับใส่ไหลอยน้ำไปติดอยู่ที่สวนดอกไม้ ย่าจำสวนเอาศพทั้งสี่กุมารไปเผา ตรงเชิงตะกอนที่เผานั้นเกิดมีต้นจำปาขึ้นสี่ต้น นางอัคคีสืบทราบความจริงอีก จึงให้เสนามาโค่นแล้วให้ลอยน้ำไป จำปาทั้งสี่ต้นลอยไปถึงพระฤาษี พระฤาษีชุบชีวิตให้ เป็นมนุษย์ดังเดิมแล้วสอนวิชาอาคมต่างๆ ให้ กุมารทั้งสี่คนได้เที่ยวรบชนะยักษ์มารและมนุษย์ได้เมืองขึ้นมากมายแล้วกลับ มาหาย่าจำสวน ออกเดินทางติดตามหาแม่จนพบแล้วเข้าเฝ้าท้าวจุลละนีเล่าความจริงให้ทราบ แล้วอยู่ครองเมืองต่อไป ส่วนนางอัคคีถูกลงโทษให้เป็นทาสเลี้ยงหมู

เชตพน
อักษรธรรม 1 ผูก วัดบ้านกอก ต.บ้านกอก อ.เขื่องใน จ. อุบลราชธานี

    พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทราบข่าวว่า วัดพระเชนตพน เมืองสาวัตถีเจริญรุ่งเรืองมาก ประสงค์จะทราบความจริงและจะได้คัมภีร์พระอภิธรรม พระองค์จึงแต่งราชฑูตคณะหนึ่งไปสืบดู คณะราชฑูตที่ไปมีขุนไทยเป็นหัวหน้าออกขุนเมืองลิง, ออกขุนพล , และออกขุนพลาย เป็นรองนายกรวิกเป็นองครักษ์ และมีคนโบราณใหญ่สูง 6 ศอก เป็นคนนำทางพร้อมกับไพร่ 500 คน เป็นชาย 400 คน หญิง 100 คน การเดินทางใช้ช้างและม้าเป็นพาหนะ คณะราชฑูตออกเดินทางประมาณเดือนอ้าย เดินทางไป 3 เดือน ถึงเมืองหงสาวดีเข้าเฝ้าเจ้าเมืองและพักอยู่ที่นั้น 3 วัน แล้วเดินทางต่อไปอีก 3 เดือน 14 วัน ถึงปลายแดนเมืองหงสาวดีมีเจดีย์ใหญ่ ชื่อพระธาตุชะกุ้ง (ชเวดากอง) พากันบูชาแล้วเดินทางเข้าป่าหิมพานต์พบสิงสาราสัตว์ ภูติผีปีศาจและธรรมชาติต่างๆ เป็นแวลา 7 ปี จนถึงแม่น้ำมหิง ไพร่หนุ่มสาวที่เดินไปด้วยได้แต่งงานให้กำเนิดเด็กประมาณ 300 คน คณะฑูตได้เดินทางไปอีก 1 ปี จึงไปพบพระฤาษีไตรคำ จึงได้ทราบข่าวเรื่องมาลัยเจดีย์วัดพระเชนตพน เมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่บนเขาเนมินธร์ ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ขณะเดินทางขึ้นเขาเนมินธร์ผู้คนป่วยเป็นโรคลงท้องตายไป 205 คน ที่เหลือจึงเดินทางต่อไปเป็นเวลาแปดวันก็ถึงเมืองสาวัตถี เข้าเฝ้าถวายราชบรรณาการแด่กษัตริย์เมืองสาวัตถี พักอยู่ที่นั้นคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงเดินทางไปวัดพระเชตพนเข้าเฝ้าถวายสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราช แล้วบูชาพระมาลัยเจดีย์ วัดส่วนต่างๆ ของเจดีย์ ไว้ คณะราชฑูตได้ทูลขอพระอภิธรรมปิฏก ทั้ง 7 คัมภีร์ สมเด็จพระสังฆราชก็ประทานให้ตามประสงค์ ชายที่ไปด้วยมีความเลื่อมใสบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดเชนตพน 15 คน นอกนั้นพักอยู่ที่นั้น 1 เดือนแล้วเดินทางกลับ ขากลับได้ชมหมู่บ้านหิมพานต์ ซึ่งมีความเจริญมาก แล้วเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยาทั้ง 588 คน ซึ่งเมื่อเดินทางไปมี 506 คน เกิดใหม่ 300 คน รวม 800 คน ตายเสียระหว่างทาง 205 คน บวชที่วัดพระเชนตพน 15 คน ขากลับพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้คนไปรับถึงเมืองหงสาวดี และทรงต้อนรับอย่างดี

เซียงเมี่ยง
อักษรธรรม 1 ผูก วัดนามึน ต.ในเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี

     เซียงเมี่ยงเป็นนิทานเจ้าปัญญาที่มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นสำนวนต่างๆ แล้วแพร่กระจายไปทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะสำนวนของภาคอีสานนั้นหลายสำนวนแต่พอสรุปเรื่องได้ว่า กษัตริย์องค์หนึ่งครองเมืองสียุดทิยา มเหสีประสูติพระโอรสแต่โหรทำนายว่า จะเลี้ยงยาก ต้องหาเด็กที่เกิดวันเดียวกันมาเลี้ยงด้วย จึงไปขอลูกนางคำฮางซึ่งเกิดวันเดียวกันมาเลี้ยงร่วมกัน โดยให้นางสนมเป็นคนเลี้ยง เมื่อโตขึ้นจึงถวายตัวเป็นมหาดเล็ก และมีช่วงหนึ่งได้ออกบวชแล้วก็สึกออกมารับใช้กษัตริย์ต่อไป ส่วนเนื้อเรื่องที่แสดงถึงความเป็นเจ้าปัญญาของเซียงเมี่ยงนั้น มีเป็นช่วง ดังนี้
* เซียงเมี่ยงเลี้ยงน้อง ท เซียงเมี่ยงเก็บหมากที่ตกอยู่
* เซียงเมี่ยงกินข้ออ้อยจนเกิดมีปัญญาเหนือกว่าคนอื่น
* ลองปัญญากับสมภาร
* พนันกับลาวส่งเมี่ยง
* เซียงเมี่ยงแต่งงาน (เลือกคู่)
* ให้ยาดีแก่พระราชา
* พระราชาแกงแร้งให้เซียงเมี่ยงกิน
* เซียงเมี่ยงปั้นขี้แร้งถวาย
* พระราชาให้ชูใข่ไก่ที่เตรียมมาเพื่อแกล้งเซียงเมี่ยง
* เซียงเมี่ยงติเรือนพระราชา
* เซียงเมี่ยงติช้าง
* พระราชาให้ไปหาปากง่าม
* พระราชาให้คุมนางสนมไปร้องไห้
* พระราชาให้ไปหาผ้าลายตีนแต้ม
* เซียงเมี่ยงหลอกดูก้นสมภาร
* พระราชาสั่งให้เซียงเมี่ยงล่วงหน้าไปก่อน
* พระราชาสั่งให้มาก่อนไก่
* พระราชาสั่งให้นางสนมไปอุจจาระรดเรือนเซียงเมี่ยง
* เจ้าต่างเมืองมาท้าชนหัวล้าน
* ภรรยาบอกให้เซียงเมี่ยงหาเงิน
* เซียงเมี่ยงทายใจเสนา
* เซียงเมี่ยงดมตด
* เซียงเมี่ยงทายว่าพระราชาจะตายภายใน 7 วัน
* เซียงเมี่ยงตอบปัญหากับราชครูเมืองตานี
* เซียงเมี่ยงแก้มือศึกเมืองปัญจานครที่เข้ามาประชิดเมือง
* พระราชาให้เซียงเมี่ยงไปเก็บพริก
* เซียงเมี่ยงให้พระราชาดมตด
* เซียงเมี่ยงเอาก้นรับเสด็จ
* เซียงเมี่ยงเอาเปรียบเณรน้อยในเรือ
* เณรน้อยแก้แค้นเซียงเมี่ยง
* เซียงเมี่ยงชนวัว
* เซียงเมี่ยงชนไก่
* เซียงเมี่ยงสานตะกร้าในน้ำ
* เซียงเมี่ยงขอลูกสาวเสี่ยว
* เซียงเมี่ยงถูกยาเบื่อตาย
* กระดูกเซียงเมี่ยงทำพิษแก่แม่หม้าย

ทรายฟองหนองคำแสน
อักษรธรรม 1 ผูก วัดมัชฌิมาวาส บ้านนานางวาน ต.ม่วงใหญ่ กิ่งอ.โพธิ์ไทร

    กล่าวถึงเมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ไปโปรดสัตว์ในที่ต่างๆ พร้อมพระสาวกไปถึงดอยช้างสาร มีพระยานาคมาขอศีล ทรงเทศนาสั่งสอน และประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ให้สักการะบูชา ณ ที่แห่งนั้น พระอินทร์ได้มาทูลถามปัญหาถึงการทำบุญของพุทธบริษัทภายหลังที่พระองค์เสด็จ ปรินิพพานแล้ว ว่าจะได้อานิสสงส์อย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ศาสนาของพระองค์จะมีอายุเพียง 5000 ปี ใครที่รีบทำบุญในพระพุทธศาสนาจะได้อานิสงส์มาก และทรงพยากรณ์อานิสงส์ของการทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ในระยะเวลาต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 1000 เรื่อยไป จนถึง พ.ศ. 5000 ใครทำบุญในยุคหลังๆ จะได้อานิสงส์น้อย เพราะภิกษุในยุคหลังๆ ไม่ใช่พระอรหันต์ ซ้ำยังไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ผู้ทำบุญจึงไม่ได้บุญมากในยุคท้ายๆ การทำบุญแทบไม่มีผล และกล่าวถึงความเสื่อมของพระพุทธศาสนา ในยุคต่างๆ ตามความเชื่อปัญจอันตรธาน (พุทธพจน์จะอันตรธาน เพราะสาเหตุห้าประการ)     ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จสู่ปรินิพพานแล้ว ถึง พ.ศ. 2430 พระอินทร์ได้เล็งดูสัตว์โลกพบว่าสัตว์โลกทั้งหลายได้เดือดร้อนกันทั่วไปทุก หย่อมหญ้า เช่น อดอยาก ยากจน เกิดโรคภัยเบียดเบียน เกิดอุบัตวเหตุ คนวิวาทตีด่ากัน คนอายุสั้นลง ทั้งนี้ เนื่องจากอิทธิพลของยักษ์บันดาลให้เกิด พระอินทร์จึงให้คาถาไว้แก่ประชาชนเพื่อจะได้ท่องจำไว้รักษาตนเอง พร้อมกับกล่าวถึงคำพยากรณ์ว่า ผู้มีบุญจะมาในปีระกา จอ กุน โดยจะมีกำเนิดจากภูชุน (เว้) เป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้วิเศษ จะมาสร้างเมืองทรายฟองหนองคำแสนให้เจริญ (อยู่ฝั่งประเทศลาว) และกล่าวถึงอิทธิฤทธิ์ของผู้มีบุญต่างๆ พร้อมกับสถานการณ์บ้านเมืองในปีนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร
    เอกสารนี้อยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ปลุกระดมในขบวนการผีบุญ (ขบถผีบุญปี พ.ศ. 2444) ในแถบมณฑลอีสาน มณฑลอุดร

ท้าวก่ำกาดำ (ท้าวกินรี)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดศรีคุณเมือง บ้านาจาน ต.ระเว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

    แต่ก่อนนานมาแล้ว มีผัวเมียที่ยากจนมากครอบครัวหนึ่ง แต่งงานมา 7 ปี ไม่มีลูกจึงขอลูกจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานลูกให้เป็นชาย     ก่อนท้องแม่ฝันว่าลูกแก้วสีดำตกเข้าปาก ลูกแก้วลอยหนีไปส่งแสงสว่างไปทั่ว เมื่อตั้งท้องเกิดลูกเป็นชายตัวดำเหมือนการูปชั่วตัวดำใครๆ ก็หัวเราะเยาะ แม่ไม่ยอมเลี้ยงเพราะอับอายจึงเอาไปล่องแพทิ้ง
    เด็กดำลอยไปอยู่ 7 วัน 7 คืน ก็มาถึงหาดทรายแห่งหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นว่าลำบากเลยให้กาดำมาช่วยพาไปไว้เมืองเบ็งจาล กินรีเลยหาผลไม้กินเป็นอาหาร เจ้าของสวนมาพบเข้าจึงเอาไปเลี้ยงไว้
    วันหนึ่งกินรีช่วยยายเจ้าของสวนร้อยดอกไม้มาลัยได้สวยงามมาก ยายเอาไปถวายธิดากษัตริย์ชื่อนางลุน นางลุนก็อยากเห็นตัวคนร้อยมาลัย วันหนึ่งกินรีทำอุบายให้ยายพานางมาชมสวน กินรีพบนาง กินรีหลงรักนาง กินรีมีความสามารถในการเป่าแคนได้ไพเราะ จึงเป่าแคนให้ผู้คนฟัง เสียงเล่าลือว่ากินรีเป่าแคนได้ไพเราะไปทั่วเมือง วันหนึ่งกินรีได้ถอดรูปร้ายกลายเป็นคนร่างงามสง่าไปหานางลุนบอกนางว่ามาจาก เมืองอินทปัฐ และได้นางเป็นเมีย
    เจ้าเมืองฝันว่าช้างมาไล่คนกินอ้อยกล้วยของเมืองจึงให้หมอมาทาย กาดำได้เฝ้ากษัตริย์ เพราะชื่อเสียงว่าเป่าแคนเพราะ กลางคืนกินรีไปหานางและได้ขอแหวนและผ้าสไบมาไว้เป็นที่ระลึก กลับมาบ้านให้ยายไปขอให้ เจ้าเมืองเรียกสินสอดเงิน แสนชั่ง ( 1 ชั่ง = 4 ตำลึง ๆ = 80 บาท ) ทองแสนชั่ง ช้างพันตัว มีคนขับขี่พร้อม คนใช้พันคน สะพานเงิน สะพานทอง จากบ้านยายไปหาพระราชวัง พระอินทร์พระยานาคมาช่วยทำสะพาน หาสินสอดในที่สุดกินรีกับนางลุนก็ได้แต่งงานกัน

ท้าวคันธนาม (คัชนาม)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดท่าลาด ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี

    ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองสาเกตุ มีสาวทึนทึกวัยกลางคนคนหนึ่ง ทำมาหากินอยู่ในหมู่บ้าน โดยมีที่นาอยู่ตรงบริเวณตรงกลางของที่นาชาวบ้านคนอื่นๆ ต่อมาได้ถึงกำหนดที่จะมีเทวบุตรมาจุติในโลกมนุษย์ พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวข้าว พระอินทร์ก็แปลงมาเป็นช้างบุกรุกเหยียบย่ำเข้าไปในนาของสาวทึนทึกนางนั้นจน เสียหายหมด แล้วก็หนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยบันดาลรอยเท้าให้เห็น ครั้นตอนเช้านางมาเห็นเข้าก็เสียใจและโกรธมาก จึงตกลงใจเดินทางตามหาสัตว์ที่มาทำลายข้าวในนาของนาง ระหว่างทางนางกินน้ำในรอยเท้าช้างแปลง ก็เกิดตั้งครรภ์ จึงเดินทางกลับเมืองสาเกตุ มาคลอดลูกเป็นชายใช้ชื่อว่า "คันธนาม" (คชนาม)     เมื่อท้าวคันธนามอายุได้ 7 ปี ไปปราบยักษ์ซึ่งเฝ้ารักษาสมบัติอยู่ ได้สมบัติของยักษ์นั้นก็เอามาให้แก่มารดาของตน ต่อมาความทราบถึงเจ้าเมืองก็ต้องการจะได้คันธนามมาเป็นลูกเขย จึงเชิญคันธนามและมารดามาสร้างประสาทให้อยู่และประกาศยกลูกสาวให้     วันหนึ่งคันธนามคิดถึงพ่อ จึงลามารดาเดินทางออกตามหาพ่อระหว่างทางได้เพื่อนเดินทางเป็นผู้ทรงพลัง 2 คน คือ ชายลากไม้ร้อยกอ กับชายลากเกวียนร้อยเล่ม และได้ไม้เท้าวิเศษซึ่งถ้าเอาทางโคนชี้ใครคนนั้นจะตาย ถ้าเอาทางปลายชี้ คนตายจะฟื้นขึ้นมา (ไม้เท้าวิเศษนี้เรียกว่า "กกซี่ตาย ปลายซี่เป็น") จนในที่สุด คันธนามและเพื่อนเดินทางมาถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ได้พบลูกสาวเจ้าเมืองนั้น ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในกลอง จึงสอบถามดู ได้ความว่า เมืองนี้ได้มียักษ์งูซวง มาอาละวาดจับคนในเมืองกินเป็นอาหาร คันธนามจึงจัดการปราบยักษ์นั้นจนแพ้ แล้วใช้ไม้เท้าวิเศษชุบคนในเมืองฟื้นกลับมาทั้งหมด จากนั้นคันธนามก็เดินทางต่อไป รบกับเมืองต่างๆ เช่น เมืองผาญี เดินทางจนไปถึงเมืองไกรลาศ แต่ไม่ได้พบพ่อ จนถึงเมืองจัมปากนาคบุรี (จำปาศักดิ์) ก็เข้ารบยึดมาเป็นเมืองของตนขึ้นครองสมบัติสืบต่อมา

ท้าวปาจิตต์กับนางอรพิมพ์
อักษรธรรม 3 ผูก วัดบ้านแดงหม้อ ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

    ในครั้งหนึ่งนานมาแล้วกษัตริย์ขอมพระองค์หนึ่งมีราชโอรสชื่อท้าวปาจิตต์ เมื่ออายุได้ 6 พรรษา พระราชบิดาจะจัดการอภิเษกให้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ ถึงจะหาราชธิดาเมืองใดมาให้เลือก พระราชโอรสก็ไม่ต้องพระประสงค์ โหรหลวงทำนายว่า เนื้อคู่ของพระองค์ยังอยู่ในครรภ์ของหญิงหม้ายอนาถา ให้ท้าวปาจิตต์เดินทางไปทิศตะวันออกแล้วจะพบหญิงหม้ายผู้นั้น โดยมีลักษณะที่สังเกตได้คือแสงอาทิตย์จะทรงกลดเป็นเงากั้นเบื้องบนศรีษะ
    ท้าวปาจิตต์ก็ออกเดินหาหญิงหม้ายผู้นั้น จนไปพบนางบัว ชาวบ้านสัมฤทธิ์ยังมีครรภ์อยู่มีลักษณะตามที่โหรได้ทายไว้ จึงอาสาฝากตัวเป็นคนใช้ ครั้นนางบัวคลอดบุตรเป็นหญิงมีลักษณะดีก็ช่วยนางบัวเลี้ยงดูจนเป็นสาว ให้ชื่อว่า นางอรพิมพ์ รูปโฉมงดงามมาก ท้าวปาจิตต์ลากลับบ้านเมืองเพื่อจัดขันหมากมาสู่ขอตามประเพณี พอขันหมากมาถึงบ้านกงรถก็ทราบว่า ท้าวพรหมทัต มาลักตัวนางอรพิมพ์ไปเสียแล้ว ก็เสียพระทัยเลยโยนขันหมากทิ้งน้ำเสียหมด ลำน้ำนั้นต่อมาคือ ลำปลายมาศ     ท้าวปาจิตต์ได้แฝงกายเข้าไปในปราสาทท้าวพรหมทัตและ ได้ทำอุบายฆ่าท้าวพรหมทัตเสีย พานางอรพิมพ์หลบหนีออกมาได้ ระหว่างทางท้าวปาจิตต์ได้ถูกนายพรานฆ่าตาย นางอรพิมพ์จึงฆ่าพรานเสีย และชุบชีวิตท้าวปาจิตต์ ด้วยยาวิเศษจากเทวดา และเดินทางกันต่อไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งอาศัยเณรส่งข้ามฟากให้ เณรลวงท้าวปาจิตต์ให้ขึ้นฝั่งก่อนแล้วพานางอรพิมพ์หนีไป นางอรพิมพ์ลวงให้เณรขึ้นต้นมะเดื่อแล้วเอาหนามมาสะไว้ใต้ต้น และพายเรือมาหาท้าวปาจิตต์ก็ไม่พบ นางจึงปลอมเป็นชาย และได้รักษาธิดาเจ้าเมืองจำปานครให้ฟื้น เจ้าเมืองยกเมืองและธิดาให้แต่นางปฏิเสธ และได้บวชเป็นสังฆราชของเมืองนั้น นางได้สร้างศาลาและมีรูปวาดเรื่องราวของนางกับท้าวปาจิตต์ไว้ และสั่งว่าถ้าผู้ใดดูภาพเหล่านี้แล้วร้องไห้ให้แจ้งให้นางทราบในที่สุดท้าว ปาจิตต์และนางก็ได้พบกันพากันกลับบ้านเมืองและอยู่ครองกันมีความสุขสืบมา

ท้าวผาแดง - นางไอ่
อักษรธรรม 8 ผูก วัดสุทธาวาส บ้านโสกใหญ่ ต.ลือ อ.พนา จ.อุบลราชธานี
    เมืองสุวรรณโคมคำหรือเอกธีตา อยู่ทางทิศใต้ของเมืองหนองแส เมืองเอกธีตานี้มีพระยาขอมเป็นผู้ปกครอง มีนางจันทร์เป็นมเหสี ต่อมาได้ให้กำเนิดธิดาสาวสวยคนหนึ่งชื่อไอ่คำ พระยาขอมมีน้องชาย 2 คน ให้ไปครองเมืองเชียงเทียนและเมืองสีแก้ว มีหลาน 3 คนให้ไปปกครองเมืองฟ้าแดด เมืองหงส์ และเมืองทอง นางไอ่คำเมื่ออายุได้ 15 ปี มีความงามเล่าลือไปทั่วทุกทิศจนกระทั่งไปเข้าหูของท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ท้าวผาแดงจึงขึ้นขี่ม้ามาแอบหานางไอ่ และได้สมัครรักใคร่กันแล้วสัญญากันว่า จะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานกันตามประเพณีในไม่ช้านี้
     ยังมีเมืองอีกแห่งหนึ่งชื่อศรีสัตตนาคนหุต มีสุทโธนาคครองเมือง มีโอรสชื่อภังคี สุทโธนาคนี้อพยพมาจากหนองแส เพราะผิดใจกับสุวรรณาคผู้เป็นสหายเนื่องมาจากการแบ่งเนื้อเม่น คือ สุทโธนาคไม่พอใจเพราะได้น้อยคิดว่าสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อจึงเกิดการทะเลาะกัน เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทพบุตรลงมาห้ามศึกสงคราม และเทพบุตรได้แบ่งเขตให้ทั้งสองอยู่คือ สุวรรณนาคปกครองฝั่งใต้ สุทโธนาคครองฝั่งเหนือและตะวันออก โดยแบ่งลงไปจดฝั่งทะเล นาคทั้งสองจึงขุดคลองจากหนองแสลงสู่ทะเล โดยสุวรรณนาคขุดแม่น้ำน่านหรือโพระมิง ตั้งเมืองนันทบุรี ส่วนสุทโธนาคขุดแม่น้ำโขง และตั้งเมืองศรีสัตตนาคนหุต     ครั้งถึงกลางเดือนหกพระยาขอมจะทำบุญบั้งไฟจึงมีใบ บอกบุญไปยังหัวเมืองต่างๆ ที่เป็นบริวารให้ทำบั้งไฟไปร่วมจุดในงาน ท้าวผาแดงไม่ได้รับใบบอกบุญ แต่ได้ทราบข่าวจึงจัดบั้งไฟหมื่นไปร่วมบุญด้วยแล้วได้พบนางไอ่คำเป็นครั้ง ที่สอง และได้รับการต้อนรับอย่างดี ในการจุดบั้งไฟ พระยาขอมให้มีการพนันกันว่าถ้าบั้งไฟของใครชนะจะให้ทรัพย์สมบัติและนางสนม กำนัล สำหรับท้าวผาแดงนั้นจะยกนางไอ่คำให้ ในเวลาจุดปรากฏว่าบั้งไฟของเมืองอื่นๆ ขึ้นหมด ส่วนของพระยาขอมไม่ขึ้น (ซุ) และของท้าวผาแดงแตกกลางบั้ง แต่พระยาขอมก็เฉยเสียไม่ทำตามสัญญา เจ้าเมืองต่างๆ จึงพากันกลับหมด ส่วนท้าวผาแดงก็กลับเมืองของตนพร้อมกับความทุกข์เพราะความรักและบั้งไฟไม่ ขึ้น
     งานบุญบั้งไฟนั้นท้าวภังคี ลูกชายสุทโธนาค ไม่ได้นำบั้งไฟมาร่วมด้วย แต่ได้แปลงกายมาร่วมงานด้วย และได้หลงรักนางไอ่คำด้วยเช่นกัน แต่ไม่มีโอกาสเข้าใกล้นางได้ จึงกลับบ้านไปด้วยความรักเต็มอก ครั้นถึงเมืองศรีสัตตนาคนหุตแล้วก็ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงลาพ่อเพื่อมาหานางไอ่คำอีก พ่อได้ห้ามไว้แต่ไม่สามารถห้ามปรามได้ เมื่อมาถึงเมืองเอกธีตาแล้วท้าวภังคีแปลงกายเป็นกระรอกด่อน (กระรอกเผือก) ส่วนบริวารก็แปลงเป็นสัตว์ กระรอกด่อนภังคีแขวนกระดิ่งไว้ที่คอด้วย ได้ปีนป่ายกระโดดไปตามต้นไม้ใกล้ปราสาทของนางไอ่คำสายตาสอดส่ายหานางไอ่คำ นางไอ่คำเห็นกระรอกก็อยากได้จึงให้ตามนายพรานมาจับ นายพรานได้ยิงกระรอกด่อนด้วยธนู กระรอกด่อนก่อนตายได้อธิษฐานว่า " ขอให้เนื้อข้าจงเอร็ดอร่อย และมีกินแก่คนทั้งเมือง " เมื่อกระรอกด่อนตายแล้วชาวเมืองก็แบ่งเนื้อกันกิน ยกเว้นแม่ม่าย เพราะเขาถือว่าไม่ได้ช่วยราชการ ฝ่ายบริวารของภังคีเห็นเจ้านายของตนเสียทีเขาแล้ว ก็รีบกลับไปบอกท้าวสุทโธนาค ท้าวสุทโธนาคโกรธมากจึงเกณฑ์ไพร่พลนับหมื่นเพื่อถล่มพระยาขอม ใครกินเนื้อภังคีต้องเอาให้ตายทั้งหมด กองทัพนาคจึงมุ่งสู่เมืองพระยาขอมทันที     ในขณะเดียวกันท้าวผาแดงคิดถึงนางไอ่คำจนทนอยู่ไม่ ได้ จึงรีบขึ้นม้าบักสามจากเมืองผาโพงสู่เอกธีตา เมื่อมาถึงนางไอ่คำก็ต้อนรับด้วยความดีใจ พร้อมทั้งจัดอาหารมาเลี้ยง เมื่อท้าวผาแดงรู้ว่าเป็นเนื้อกระรอกก็ไม่กิน แล้วบอกนางไอ่คำว่ากระรอกนี้ไม่ใช่กระรอกธรรมดา เป็นท้าวภังคีแปลงตนมา ใครกินเนื้อกระรอกแล้วบ้านเมืองจะถล่มถึงตาย พอตกกลางคืนกองทัพนาคก็มาถึงเมือง แผ่นปฐพีจึงถล่มโครมครามไปทั่ว ท้าวผาแดงจึงให้ไอ่คำเตรียมข้าวของบางสิ่งที่พอจะเอาไปได้ เช่น แหวน ฆ้อง และกลองประจำเมืองแล้วรีบขึ้นม้าซ้อนท้ายตนแล้วควบม้าบักสามออกจากเมือง ทันที พญานาครู้ว่าไอ่คำหนีไปจึงติดตามไปติด ๆ แผ่นดินก็ถล่มไปไม่หยุด นางไอ่คำต้องโยน ฆ้องและกลองทิ้ง สุดท้ายก็โยนแหวนทิ้งเพราะเข้าใจว่าพญานาคตามมาเอาสิ่งเหล่านี้เพราะลำบากใน การถือแต่พญานาคก็ยังตามมาอีก ม้าบักสามก็ค่อย ๆ หมดแรงลง พญานาคตามมทันแล้วเอาหางตวัดเกี่ยวเอาตัวนางไอ่คำลงมาจากหลังม้า ส่วนท้าวผาแดงก็ควบม้าหนีต่อไป พญานาคก็ตามไปอีกเพราะท้าวผาแดงมีแหวนของนางไอ่คำติดตัวไปด้วย ท้าวผาแดงจึงทิ้งแหวนเสียตนเองจึงปลอดภัย พญานาคได้อุ้มเอานางไอ่คำลงสู่บาดาลต่อไป บ้านใครที่ได้กินเนื้อกระรอกก็ได้ถล่มทลายเป็นทะเลไปหมด เหลือแต่บ้านแม่หม้ายที่ไม่ได้กิน จึงกลายเป็นดอนแม่หม้ายจนทุกวันนี้
     ท้าวผาแดงกลับไปถึงเมืองผาโพงแล้ว เสียใจที่สูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตา จึงอธิษฐานต่อเทพยดาว่าจะขอตายเพื่อไปสู้เอานางไอ่คำกลับคืนมา ว่าแล้วก็กลั้นใจตายบนปราสาท แล้วไปเกิดเป็นหัวหน้าผีได้นำกองทัพผีไปต่อสู้กับพญานาค กองทัพผีกับกองทัพพญานาคได้ต่อสู้กันอยู่นาน น้ำในบึงในหนองขุ่นข้น ดินบนบกกลายเป็นฝุ่นตลบไปหมด ร้อนถึงพระอินทร์ต้องลงมาระงับศึก ให้พวกผีกลับเมืองผีให้นาคครอบครองบาดาลตามเดิม ส่วนนางไอ่คำให้อยู่ที่เมืองบาดาลไปก่อน รอให้พระศรีอาริย์ลงมาตัดสินว่า ใครจะเป็นสามีที่แท้จริงของนาง ดังนั้นนางไอ่คำจึงรออยู่ที่เมืองบาดาลจนกว่าจะถึงวันนั้น
ท้าววัวทอง (อุ่นหล้าวัวทอง)
อักษรธรรม 8 ผูก วัดเวฬุวัน ต.กุดยางลวด อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี

    พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นวัวทองตัวใหญ่ เรียกว่า วัวทอง เป็นสัตว์เลี้ยงของนายพรานป่า ผู้ที่เลี้ยงวัวทองคือ ท้าวอุ่นหล้า ลูกชายคนงามของนายพรานป่า ต่อมานายพรานป่าได้นางผีปอบมาเป็นภรรยาคนที่สอง นางผีปอบจับแม่ของท้าวอุ่นหล้ากินเสีย วัวทองจึงพาอุ่นหล้าหนีไปอยู่ที่อื่นระหว่างทาง วัวทองได้ช่วยงูซวงหรืองูใหญ่สู้กับพญานาคได้ชัยชนะ ท้าวอุ่นหล้าและวัวทองไปอาศัยกับย่าจำสวน คือหญิงชราที่เฝ้าสวนกษัตริย์ ท้าวอุ่นหล้าเที่ยวพนันชนวัวและได้ข้าวห่อมาเลี้ยงชีวิต
    หลานเจ้าเมืองนำวัวมาท้าชน แต่แพ้จึงทำให้เจ้าเมืองไม่พอใจ จึงท้าให้วัวทองไปสู้รบกับปลิงใหญ่ที่เจ้าเมืองเลี้ยงไว้ ท้าววัวทองและปลิงใหญ่ต่อสู้กันจนตาย วัวทองได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ แต่คอยช่วยเหลือท้าวอุ่นหล้า ให้พ้นจากการจองเวรของเจ้าเมือง เช่น เจ้าเมืองแกล้งให้ท้าวอุ่นหล้าถางป่าดงกว้างให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เทพบุตรวัวทองก็ลงมาช่วย ต่อมาเจ้าเมืองให้ท้าวอุ่นหล้าสร้างเจดีย์ , สะพานเงิน, สะพานทองกลางน้ำ เทพบุตรก็ลงมาช่วย เมื่อเสร็จแล้วเจ้าเมืองไปยืนบนสะพาน สะพานได้หักลง เจ้าเมืองจมน้ำสิ้นชีวิต ประชาชนจึงเชิญท้าวอุ่นหล้าเป็นเจ้าเมืองแทน เมื่อได้เป็นพระยาครองเมืองแล้ว ท้าวอุ่นหล้าก็ไม่ลืมคุณบิดา จึงขอร้องให้เทวดาและพญาครุฑไปรับพ่อมาอยู่ด้วย

ท้าวสิงห์กาโลกระต่ายคำ
อักษรธรรม 8 ผูก วัดโดนสว่าง บ้านโนนขุมคำ ต.พังเคน อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

    พญากาสีและนางประทุมาทรงมีโอรสที่เมื่อถือกำเนิดมามีรูปร่างคล้ายกระต่ายมากกว่าคน จึงทำให้พญากาสีสั่งให้นำบุตรไปทิ้งเสีย ด้วยความรักลูกนางประทุมาไม่ยอมจึงถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในป่าพร้อมโอรสที่ได้นามว่า ท้าวสิงห์กาโลกระต่ายคำ และมีนางหล้ามเหสีอีกองค์ตามเสด็จไปอยู่ด้วย ทั้งสามใช้ชีวิตอยู่กลางป่า สัตว์ป่าทั้งหลายต่างก็เป็นมิตรกับท้าวสิงห์กาโลกระต่ายคำ โดยเหตุที่เป็นคนดี ต่อมานางหล้าก็คลอดโอรสออกมาได้นามว่า สุวรรณคิรี เมื่อทั้งสองกุมารเติบโตเป็นหนุ่มก็คอยปฏิบัติหุงอาหาร เลี้ยงดูมารดาเรื่อยมา วันหนึ่งสองกุมารเดินป่าได้กับพบนางไกษรลูกสาวฤาษี สุวรรณคิรี ผู้น้องได้นางไกษรมาเป็นภรรยา ต่อมากิติศัพท์ความดีของท้าวสิงห์กาโลกระต่ายคำ ได้ยินไปถึงหูพระบิดาเข้า พระองค์ทรงคิดถึงมเหสีและโอรสจึงให้สร้างถนนมารับโอรสกลับไปครองเมือง

ท้าวโสวัจ
อักษรธรรม 2 ผูก วัดโพนเมือง ต.โพนเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

    ท้าวโสวัจเป็นโอรสของท้าวพรหมทัตกับนางจันทาเทวี เกิดมาพร้อมกับพระขรรค์และม้ามณีกาบ เมื่อเจริญวัยได้รับสารเสี่ยงทายมาตามน้ำเพื่อหาเนื้อคู่ของนางประทุมมาซึ่ง เป็นบุตรบุญธรรมของพระฤาษี จึงตามไปพบและได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยา วันหนึ่งทั้งสองออกไปหาผลไม้ในป่า ท้าวโสวัจถูกนายพรานลอบประหารชีวิตชิงเอานางประทุมมาไป ภายหลังนางประทุมมาลอบสังหารนายพรานแล้วก็พเนจรไปเรื่อยๆ พระฤาษีคอยคนทั้งสองไม่เห็นกลับมาจึงออกติดตาม ไปพบท้าวโสวัจนอนตายอยู่จึงชุบชีวิตใหม่แล้วสอนวิชาอาคมให้ เมื่อเรียนสำเร็จแล้วท้าวโสวัจได้ออกติดตามหานางประทุมมาจนล่วงเข้าไปใน เมืองยักษ์ และลักลอบได้เสียกับลูกสาวยักษ์ชื่อนางสุภะลักษณ์จนตั้งครรภ์ ท้าวโสวัจได้ออกเดินทางตามหานางประทุมมาอีก ส่วนนางสุภะลักษณ์ออกตามหาท้าวโสวัจแต่ไปพบนางประทุมมาซึ่งครรภ์แก่ นางสุภะลักษณ์ช่วยทำคลอดให้นางประทุมมา ผลปรากฏได้ลูกชาย ต่อมานางประทุมมาถูกงูกัดตาย นางสุภะลักษณ์จึงเลี้ยงลูกน้อยพเนจรเรื่อยไปจนถึงเมืองกุมารี เมืองนี้มีแต่ผู้หญิงไม่มีผู้ชาย เจ้าเมืองรับนางไว้เป็นน้อง     นางประทุมมานั้นพระอินทร์ได้ลงมาช่วยชุบชีวิตขึ้น ใหม่และนางก็บวชเป็นชี ส่วนท้าวโสวัจเดินตามหานางประทุมมาพบกับลูกสาวพญานาคและได้นางนาคเป็นภรรยา อีกคน แล้วเดินทางต่อไป เมื่อพบนางประทุมมาที่บวชเป็นชีแล้วจึงให้สึกแล้วเดินทางออกตามหานางสุ ภะลักษณ์จนพบที่เมืองกุมารี ท้าวโสวัจได้นางกุมารีที่เป็นเจ้าเมืองเป็นภรรยาอีกคน และท้าวโสวัจก็ไปตามเอานางนาคที่เมืองบาดาลให้มาอยู่ในเมืองมนุษย์ด้วยกัน ทั้งหมดพากันกลับไปยังเมืองของท้าวโสวัจและครองราชย์อย่างมีความสุข

ท้าวหงส์หิน
อักษรธรรม 1 ผูก วัดอินทาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ. อุบลราชธานี
    ที่เมืองพาราณศรี เจ้าพระราชาเมืองนี้มีมเหสี 7 คน นางวิมาลาซึ่งเป็นมเหสีเอกได้ตั้งครรภ์ หมอโหรทายว่าพระโพธิสัตว์จะมาเกิดกับนาง ทำให้มเหสีรองทั้ง 6 คน ซึ่งตั้งครรภ์เหมือนกันมีจิตใจริษยา เพราะลูกของนางล้วนเป็นมนุษย์ผู้ชายธรรมดาเท่านั้น จึงหาทางกลั่นแกล้ง เมื่อนางวิมาลาคลอดบุตรเป็นชาย ได้ลอบเอาสุนัขมาเปลี่ยนให้ ส่วนทารกนั้นก็โยนทิ้งไป พระอินทร์จึงนำทารกนั้นไปเลี้ยงบนสวรรค์ พระราชาเมืองพาราณศรีเข้าใจผิดคิดว่าพระมเหสีสมสู่กับสุนัขจึงขับไล่นางเสีย จากเมือง นางวิมาลาจึงไปอาศัยอยู่กับคนเฝ้าสวนของพระราชา เมื่อพระอินทร์ทราบว่านางต้องการพบลูก จึงเนรมิตรก้อนหินให้เป็นหงส์ให้กุมารขี่เหาะลงมาจากสวรรค์มาหาแม่     กุมารทั้งหกของมเหสีรองเมื่อเติบโตขึ้นได้นำสะบ้า ทองคำเล่นในสวน มีการแข่งขันสะบ้ากันระหว่างกุมารลูกของนางวิมาลาและกุมารทั้ง 6 ทำให้กุมารนั้นชนะการแข่งขันได้ทองคำไปให้นางวิมาลาผู้เป็นแม่ทุกวัน
    ต่อมามียักษ์กินคนมาจับคนกินในเมืองนี้ ยักษ์นี้จะมาจับคนกินทุก 7 วัน กุมารน้อยได้ฆ่ายักษ์ตาย กุมารทั้งหกได้รับสมอ้างว่าตนเป็นผู้ฆ่ายักษ์ กุมารทั้งหกได้จ้างกุมารน้อยให้ปิดบังความจริงไว้ ท้าวพาราณศรีจึงจัดงานสมโภชกุมารทั้งหกว่าเป็นผู้กล้าหาญ และมอบภาระให้กุมารทั้งหกไปตามหาย่าที่เคยถูกยักษ์ลักพาตัวออกไป กุมารทั้งหกจึงขอนำเอากุมารน้อยไปด้วย     เมื่อขบวนทัพยกมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งหกกุมารขอรอ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำไม่ยอมเดินทางไปปราบยักษ์ ให้แต่เพียงกุมารน้อยไปแต่เพียงผู้เดียว กุมารน้อยขี่หงส์หินข้ามแม่น้ำไปถึงเมืองยักษ์แห่งหนึ่ง พระยายักษ์ชื่อวัสสวโร ยักษ์ได้อ่อนน้อมและยกลูกสาวให้เป็นภรรยา ชื่อนางมุขวดี เมื่อไปถึงเมืองกุมภัณฑ์ พระยายักษ์กุมภัณฑ์ได้อ่อนน้อมยกลูกสาวให้เป็นภรรยาชื่อนางจุลคันธา เมื่อไปถึงเมืองอนุมา พระยายักษ์อนุมาได้อ่อนน้อมและยกลูกสาวให้ ชื่อ นางศรีจันทรา กุมารน้อยได้รบพุ่งกับยักษ์มากมายในที่สุดได้พาย่าออกจากเมืองยักษ์ได้ เมื่อพาย่ามาถึงริมฝั่งแม่น้ำกุมารน้อยได้ถูกหกกุมารฆ่าเสีย แล้วพาย่าไปเมืองพาราณสี อ้างว่าตนเป็นผู้ช่วยเหลือย่า ทางเมืองก็ได้มีการสมโภชรับขวัญเป็นงานใหญ่
    ฝ่ายธิดายักษ์ทั้งสามพบว่าสามีของตนถูกฆ่าตายเสียแล้ว จึงโศกเศร้ารำพันถึงสามี พระอินทร์ได้แปลงกายเป็นหนุ่มรูปงามมาเกี้ยวพาราศรีให้นางปลงใจด้วย นางก็ไม่ยอมตกลง พระอินทร์จึงแปลงเป็นยักษ์จะกินศพกุมารน้อย นางทั้งสามก็ไม่ยอมให้กิน ขอยอมตายแทน พระอินทร์จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์เอาน้ำทิพย์มาชุบชีวิตกุมารน้อยให้ฟื้นขึ้น มา     ส่วนย่าได้เล่าให้เจ้าเมืองพาราณศรีผู้เป็นโอรสฟัง ว่าผู้ช่วยย่าออกมาได้ คือกุมารผู้ขี่หงส์หินเหาะได้ เจ้าเมืองพาราณศรีจึงสั่งให้ทำประตูเข้างานสมโภชมีเพียงประตูเดียวเพื่อดู ว่ากุมารน้อยขี่หงส์หินเป็นใคร ย่ากับกุมารน้อยได้พบกันและท้าวพาราณศรีได้สั่งให้ประหารชีวิตแม่ลูกทั้ง 12 คนนั้นเสียที่อิจฉาริษยาและปองร้ายผู้อื่น และอภิเษกให้กุมารน้อยผู้ขี่หงส์หิน และธิดายักษ์ทั้ง 3 คน ครองบ้านเมืองสืบต่อมา
ท้าวหมาหยุย
อักษรธรรม 5 ผูก วัดหนองเป็ด ต.นาคาย อ.ตาลสุม จ. อุบลราชธานี

    มีเมืองๆหนึ่งชื่อ เมืองกุศาวดี พระราชามีลูกชายสองคน ลูกสาวหนึ่งคน ลูกคนโตเป็นสุนัข ชื่อท้าวหมาหยุย ต่อมาพระราชามีมเหสีใหม่ๆ คิดหาวิธีที่จะฆ่าลูกชายคนรองของพระราชา ซึ่งเป็นน้องชายของท้าวหมาหยุย เพื่อที่จะให้ลูกของตนเป็นพระราชาแทน ส่วนท้าวหมาหยุยนั้น มเหสีใหม่เห็นว่าเป็นสุนัขไม่มีทางได้เป็นพระราชาได้เลยไม่สนใจ
     วันหนึ่งมเหสีใหม่ชวนน้องชายของท้าวหมาหยุยไปเที่ยวอุทยาน แล้วก็ผลักลงมาจากเขา แต่น้องชายของท้าวหมาหยุยติดค้างอยู่ที่เครือต้นไม้ ฝ่ายท้าวหมาหยุยมองไม่เห็นน้องชายก็ออกตามหา จนพบก็ช่วยน้องชายออกมาจากเครือต้นไม้สองคนพี่น้องก็พากันหนีออกจากเมือง จนไปพบพระฤาษีในป่าหิมพานต์ก็ขอร่ำเรียนวิชากับพระฤาษีองค์นั้น
     ต่อมาในเมืองกุศาวดี มียักษ์มากินคนโดยกำหนดให้พระราชาหาคนให้ตนวันละ 100 คน จนมาถึงกำหนดที่จะกินลูกสาวคนเล็กของพระราชาซึ่งเป็นน้องสาวของท้าวหมาหยุย พระฤาษีทราบเรื่องได้ด้วยญาณก็บอกท้าวหมาหยุยและน้องชาย ท้าวหมาหยุยจึงเหาะมารบกับยักษ์ สามารถปราบยักษ์ได้ แล้วก็เอาน้ำเต้ามาชุบคนทั้งหลายที่ถูกยักษ์กินจนฟื้นคืนมา คนทั้งหลายก็พร้อมใจกันบังคับให้พระราชาเชิญท้าวหมาหยุยครองเมืองแทน

นกกระจอก
(ท้าววรกิต นางจันทะจร)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดนาเจริญ ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ. อุบลราชธานี

    มีนกกระจอกน้อย 2 ผัวเมียทำรังอยู่ที่หนวดคางพระฤาษี วันหนึ่งพ่อนกได้ออกไปหาเหยื่อมาเลี้ยงแม่นก และลูกอ่อน ไปถูกดอกบัวหุบกลีบขังไว้ไม่สามารถกลับมาหาลูกเมียได้ เมื่อกลับมาได้ทะเลาะกับแม่นก และสาบานว่าถ้าตนนอกใจคู่ของตนดังที่แม่นกกล่าวหาก็ขอให้มีบาปเท่าฤาษี
     ฤาษีได้ยินจึงโกรธ ถามนกว่าทำไมตนจึงมีบาป นกบอกว่าเพราะฤาษีไม่มีลูกสืบสกุล ตายไปต่อไปก็ตกนรก (คติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู) ฤาษีจึงไล่นกไปอยู่ที่อื่นและตนก็ลาเพศฤาษี ไปมีชีวิตครอบครัวเช่นคนทั่วไป
     นกสองผัวเมียพาลูกไปอาศัยป่าเลา อยู่มาวันหนึ่งไฟไหม้ป่า พ่อนกและแม่นกสัญญากันว่าจะไม่ทอดทิ้งลูกจะขอตายในกองไฟพร้อมๆ กัน แต่เมื่อไฟมาถึง พ่อนกทนความร้อนไม่ไหวจึงบินหนีไป ทิ้งให้แม่นกกับลูกตายในเปลวไฟ     นางนกกระจอกไปเกิดเป็นลูกสาวเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อนางจันทจร นางมีรูปร่างงดงามแต่ไม่ยอมพูดจากับผู้ชายเลย     พ่อนกไปเกิดเป็นชายหนุ่มรูปงาม ลูกชายของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง มีนามว่าท้าววรกิต เมื่อโตเป็นหนุ่มได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางจันทะจรจึงมาหา
     พระราชาบิดานางจันทะจร ได้ป่าวร้องให้ผู้มีวิชาดีมารักษาโรคที่นางไม่ยอมพูดกับผู้ชาย ชายใดสามารถทำให้นางพูดด้วย จะยกนางให้อภิเษกเป็นคู่ครอง ท้าววรกิตไปเรียนวิชาถอดจิตกับพระอาจารย์และไปอาสาพูดกับนาง     ท้าววรกิตได้ถอดจิตไปไว้กับหมอนกับเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้เครื่องใช้นั้นๆ พูดได้ และเล่านิทานให้หมอนฟังเป็นนิทานโจมตีให้ร้ายผู้หญิง แต่นางไม่ยอมพูดด้วย ในที่สุดได้เล่าเรื่องนกกระจอกแต่ตอนจบแกล้งเล่าให้ผิดว่านกตัวเมียไม่ยอมรักษาสัญญาบินหนีก่อน ปล่อยให้นกตัวผู้ตายกับลูกในกองไฟ นางจันทะจรโกรธจึงได้แย้งว่าไม่จริง เมื่อนางพูดแล้วบิดาจึงอภิเษกให้ท้าววรกิตครองเมืองกับนางจันทะจรตามสัญญา

นางแตงอ่อน
อักษรธรรม 6 ผูก วัดมัชฌิมาวาส บ้านนานางวาน ต.ม่วงใหญ่ กิ่ง อ. โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

    ที่เมืองนครศรี เจ้าเมืองนามว่าพระยาโกศรี มเหสีนามว่า ทองแดง มีโอรสนามว่า มหาวงศ์ ท้าวมหาวงศ์ชอบกีฬาชนไก่ วันหนึ่งไปต่อไก่ในป่ากับขุนสี่คน คือ ขุนเครือ ขุนคาน ขุนเค่ง และขุนทุ่มภู่ ได้ธิดาจรเข้ชื่อนางแตงอ่อน ผู้มีรูปกายเป็นมนุษย์มาเป็นมเหสี     นางแตงอ่อนประสูติโอรส เมื่อท้าวมหาวงศ์ไปคล้องช้างในป่า นางจึงถูกหมู่มเหสีทั้งหลายเปลี่ยนโอรสของนางเป็นจรเข้ และโอรสจริงเอาไปลอยน้ำ เทพธิดาจึงนำไปเลี้ยงไว้บนสวรรค์ และตั้งชื่อว่า สุริยง นางแตงอ่อนถูกสามีขับไล่ออกจากเมืองเพราะประสูติโอรสเป็นจรเข้ นางแตงอ่อนกลับไปเมืองนาคพบกุมภาพี่ชายปกครองเมืองนาคสืบต่อจากบิดา พี่ชายรู้ข่าวด้วยความสงสาร กุมภามอบเมืองให้กอระกันผู้น้องชายปกครองต่อ ส่วนตนกับแตงอ่อน ได้บวชเป็นฤาษี เพื่อเรียนวิชาไว้แก้แค้นมหาวงศ์ ซึ่งขับไล่น้องสาวตน     สุริยงได้ศึกษาวิชาการต่างๆ และได้ลงมาพบว่ามารดาตนถูกยักษ์ลักพาตัวไป ได้ตามมารดาคืน และรบกับยักษ์จนได้ชัยชนะ สุริยงได้นางปทุมมา นางอินทะวงศ์ นางหยาดคำ และนางคำไหล เป็นภริยา ซึ่งยักษ์ได้ลักพามาไว้
     สุริยงก็ได้พามารดากลับบ้านเมือง และครองเมืองนครศรีสืบมา

นางผมหอม
อักษรธรรม 5 ผูก วัดปัจฉิมมณีวัน ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี

    ธิดาของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อนางสีดา ครั้งหนึ่งได้ไปเที่ยวป่าพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ บังเอิญนางหลงทางไปอยู่กลางป่าใหญ่อยู่หลายวันหลายคืน นางสีดาหิวน้ำมาก จึงดื่มน้ำในรอยเท้าช้างและรอยกระทิง เป็นเหตุให้นางตั้งครรภ์ เมื่อคลอดลูกออกมาเป็นหญิงทั้งสองคน คนแรกเกิดมาแล้วมีผมหอม จึงได้ชื่อว่า นางผมหอม อีกคนหนึ่งชื่อนางลุน เมื่อกุมารีทั้งสองโตขึ้น ถูกเพื่อนๆ ล้อว่าเป็นลูกสัตว์ นางผมหอมน้อยใจ จึงชวนน้องสาวออกเดินทางตามหาช้างผู้เป็นพ่อจนพบ แล้วช้างผู้เป็นพ่อได้พิสูจน์ว่ากุมารีทั้งสองนั้นเป็นลูกจริงหรือไม่ โดยให้ไต่งวงช้าง ซึ่งยากมาก นางผมหอมไต่ได้ตลอด ส่วนนางลุนไต่ไม่ได้ จึงถูกจับกินเสีย เพราะนางลุนเป็นลูกกระทิง
     ช้างได้เลี้ยงดูนางผมหอมเป็นอย่างดี จนนางเติบโตเป็นสาว อายุได้ 16 ปี จึงเขียนสารใส่กระอูม(หรือผอูม)พร้อมกับผมหอม เพื่อเสี่ยงทายหาคู่ ขุนไทยกษัตริย์หนุ่มได้รับสารแล้วเกิดหลงไหลในกลิ่นผม จึงออกติดตามจนพบ และลักลอบได้เสียกัน จนได้บุตรและธิดา 2 คน จึงพากันหนีพ่อซึ่งเป็นช้างไปอยู่เมืองมนุษย์ ช้างตามหาได้ร่ำลาสั่งเสียนางผมหอม แล้วขาดใจตายด้วยความรักลูก นางผมหอม ขุนไทยและบุตรธิดา เดินทางกลับบ้านเมือง แม้ระหว่างเดินทางนางผมหอมจะถูกนางผีพรายน้ำผลักให้จมน้ำเพื่อหวังสามี แต่ในตอนท้าย นางผมหอมและขุนไทยก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุข

ปลาแดกปลาสมอ (ท้าวบุสบา)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดม่วงสามสิบ อ.ม่วงสามสิบ จ. อุบลราชธานี

    ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีบ้านประมาณ 300 หลังคาเรือน ตาแสง (กำนัน) ของหมู่บ้านนี้มีภรรยาชื่อนางบัวไข และมีลูกชายคนหนึ่งชื่อท้าวบัวพันชั้น ครั้นลูกชายอายุได้ 12 ขวบ พ่อได้ตายลง นางบัวไขจึงเป็นหม้าย เลี้ยงลูกชายต่อมา เมื่อลูกชายโตเป็นหนุ่ม นางไปขอลูกสาวของพญาคนหนึ่งมาให้เป็นภรรยาท้าวบัวพันชั้นกับนางปัททุมมาอยู่ กินกันมาถึงเจ็ดปี จึงมีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อบุสบา เมื่อบุสบาอายุได้ 6 ขวบ พ่อและแม่ได้ตายไป หนูน้อยบุสบาจึงอยู่กับยายต่อมา แล้วฐานะทางครอบครัวก็ตกต่ำลงจนถึงขนาดยากจน     อยู่มาครั้งหนึ่งไปตกปลาได้ปลาสมอมามากมายจึงทำ เป็นปลาร้า ปลาเค็มไว้เมื่อถึงคราวพวกพ่อค้าเอาสิ่งของไปขายยังเมืองอื่น ท้าวบุสบาจึงเอาของไปฝากกับพวกพ่อค้าทางบก แต่พ่อค้าไม่รับเพราะมันหนักและไม่มีที่จะบรรจุ จึงเอาไปฝากกับพ่อค้าสำเภา นายสำเภาเอาไปขายที่เมืองพาราณสี แต่ขายไม่ออกจึงคิดว่าพรุ่งนี้จะแจกฟรีก่อนเดินทางกลับ ร้อนถึงพระอินทร์ได้ลงมาเอาของทิพย์ใส่ในปลาร้า ทำให้ปลาร้าหอมไปทั่วเมือง นายสำเภาจึงแบ่งเอาไปถวายพระมหากษัตริย์ครึ่งหนึ่ง พระราชาจึงตอบแทนด้วยการใส่ของมีค่าลงในไหแล้วส่งคืน นายสำเภาก็เอามาคืนท้าวบุสบา และท้าวบุสบาก็ไม่ได้เปิดดูเอาไหนั้นตั้งไว้หัวนอนบูชาทุกวัน
     อยู่มาอีกวันหนึ่ง นายสำเภาไปค้าขายอีก แต่ไปเมืองราชคฤห์ ท้าวบุสบาจึงฝากไหปลาร้านั้นไปถวายพญาตุมวางฟ้าฮ่วน เจ้าเมืองราชคฤห์ เมื่อพญาตุมวางฟ้าฮ่วนเปิดดูได้พบของมีค่ามากเช่นนั้นจึงให้หมอโหรทายดูรู้ ว่าท้าวบุสบาเป็นผู้มีบุญจึงได้ยกลูกสาวชื่อนางมาตฟ้าให้ โดยให้นางมาตฟ้าอยู่ในโพรงงาช้างทิพย์ แล้วมอบผ่านนายสำเภาไปให้ เมื่อท้าวบุสบาได้รับแล้วก็เอาไปรักษาไว้อย่างดี ต่อมานางมาตฟ้าปรากฏตัวออกมาให้เห็น ทั้งสองจึงอยู่กินกันแบบสามีภรรยา และนางมาตฟ้าได้เนรมิตบ้านเรือนของใช้สอยอย่างอุดมสมบูรณ์
     ต่อมาความงามของนางได้เล่าลือไปถึงพระเจ้าพรหมทัตเจ้าเมือง พระองค์จึงคิดอยากจะได้นางมาตฟ้ามาเป็นมเหสี จึงพยายามจะทำให้ท้าวบุสบาตายแล้วเอานางมาตฟ้ามาเป็นมเหสี จึงใช้ให้ท้าวบุสบาไปเอาของที่หาได้ยากๆ เช่น น้ำนมเสือโคร่ง , น้ำนมราชสีห์, น้ำนมช้าง เป็นต้น ถ้าหาไม่ได้จะต้องถูกประหารชีวิต ท้าวบุสบาก็หามาได้ทุกครั้งโดยมีนางมาตฟ้าช่วยจนครั้งสุดท้ายพระเจ้าพรหมทัต ใช้ให้ท้าวบุสบาไปเอาสิ่งของเงินทองที่พระองค์ทำบุญไปให้คนตามเมื่อหลายปีมา แล้วที่เมืองนรกและสวรรค์ ท้าวบุสบาก็เอาได้จริงๆ โดยมีนางมาตฟ้าช่วยอีก โดยที่ท้าวบุสบายอมให้เขามัดแขนมัดขาแล้วให้ยกเข้าในกองไฟ แต่เมื่อครบ 3 วันนางมาตฟ้าก็เอาน้ำมนต์ชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ ส่วนพระราชาเมื่อทราบว่าท้าวบุสบาไปนรกสวรรค์ได้ จึงอยากจะไปบ้าง จึงทำแบบเดียวกันกับท้าวบุสบา ผลปรากฏว่าพระองค์ตายไม่ฟื้นเลย ดังนั้นราชบัลลังก์ก็จึงว่างลง พวกเสนาอำมาตย์จึงทำพิธีเสี่ยงราชรถ ราชรถนั้นได้มาเกยเอาท้าวบุสบาและนางมาตฟ้าให้ครองราชสมบัติต่อมา และพระราชาองค์ใหม่ก็ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขโดยทั่วหน้า.

พญาคันคาก
อักษรธรรม 3 ผูก วัดมัชฌิมาวาส บ้านนานางวาน ต.ม่วงใหญ่ กิ่ง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

    ณ เมืองแห่งหนึ่งชื่อเมืองชมพู มีเจ้าเมืองชื่อพระเจ้าเอกราช และพระมเหสี คือ พระนางสีดา ครองเมืองด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
    กาลครั้งนั้นพระโพธิสัตว์จุติลงในครรภ์พระนางสีดา และประสูติออกมาเป็นคันคาก (คางคก) บิดามารดาไม่พอใจ แต่ก็เมตตาสงสารเลี้ยงไว้
    เมื่อคันคาก เป็นหนุ่มก็อยากจะมีเมีย พระอินทร์สงสารจึงช่วยเหลือโดยเนรมิตปราสาทไว้ใจกลางเมืองชมพู และนำนางอุดรกุรุทวีป ผู้เป็นเนื้อคู่มาไว้ในปราสาท แล้วชุบให้คันคากมีรูปร่างงดงาม ทั้งสองจึงได้อภิเษกกับครองเมืองชมพูสืบไป
    พญาคันคากครองเมืองมานาน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองแห้งแล้งอดอยากพญาคันคากสั่งให้พญานาคและปลวก ทำทางจากเมืองชมพูไปถึงเมืองแถนเป็นเวลานาน 2 ปี มีกองทัพสัตว์ต่าง ๆ เช่นกิ้งกือ ตะขาบ แมงป่องช่วยรบด้วยจนชนะพญาแถน พญาคันคาก สั่งให้พญาแถนแต่งน้ำฝนให้ตกลงในเมืองชมพู แล้วเอาข้าวทิพย์เม็ดเท่ามะพร้าวไปปลูกให้เมืองมนุษย์ เสร็จแล้วเลิกทัพกลับมาเมืองชมพู เมืองนั้นจึงบริบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา
    ต่อมาชาวเมืองชมพูพากันเกียจคร้าน มิได้ทำยุ้งฉางไว้คอยรับข้าวทิพย์ เอาแต่มีดพร้าฟันเม็ดข้าว เม็ดข้าวจึงเล็กลง ดังที่เห็นในทุกวันนี้

พระคุณของบิดามารดา
(แทนน้ำนมแม่)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดศิริธรรมวนาราม ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

    กล่าวถึงพระคุณของบิดามารดา ตั้งแต่ลูกเกิดมาจนกระทั่งเติบโตว่า การเลี้ยงดูลูกนั้นลำบากยากเข็ญเพียงไร ยามลูกเจ็บป่วยบิดามารดา มีความทุกข์ใจเพียงไร และการเฝ้าอบรมบ่มนิสัยให้ลูกเป็นคนดี ตักเตือนลูกให้พ้นจากอบายทั้งหลาย บิดามารดามีคุณต่อลูกมากเพียงไรลูกควรจะตอบแทนคุณของบิดามารดาที่เลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ ลูกคนใดทำให้บิดามารดาทุกข์ใจ เมื่อตายไปจะต้องตกนรก ลูกที่ดีมีหน้าที่ปฏิบัติต่อบิดามารดาคือ เลี้ยงดูบิดามารดา ทำการงานช่วยบิดามารดา เป็นการแทนคุณบิดามารดา อาจจะรับราชการส่งเงินมาเลี้ยงดูท่าน หรือบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเอาบุญกุศลให้แก่บิดามารดา นอกจากนี้อาจจะตั้งตนอยู่ในคุณความดี รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็เป็นการแทนคุณท่าน

พระคุณของบิดามารดา
(แทนน้ำนมแม่)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดศิริธรรมวนาราม ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

    กล่าวถึงพระคุณของบิดามารดา ตั้งแต่ลูกเกิดมาจนกระทั่งเติบโตว่า การเลี้ยงดูลูกนั้นลำบากยากเข็ญเพียงไร ยามลูกเจ็บป่วยบิดามารดา มีความทุกข์ใจเพียงไร และการเฝ้าอบรมบ่มนิสัยให้ลูกเป็นคนดี ตักเตือนลูกให้พ้นจากอบายทั้งหลาย บิดามารดามีคุณต่อลูกมากเพียงไรลูกควรจะตอบแทนคุณของบิดามารดาที่เลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ ลูกคนใดทำให้บิดามารดาทุกข์ใจ เมื่อตายไปจะต้องตกนรก ลูกที่ดีมีหน้าที่ปฏิบัติต่อบิดามารดาคือ เลี้ยงดูบิดามารดา ทำการงานช่วยบิดามารดา เป็นการแทนคุณบิดามารดา อาจจะรับราชการส่งเงินมาเลี้ยงดูท่าน หรือบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเอาบุญกุศลให้แก่บิดามารดา นอกจากนี้อาจจะตั้งตนอยู่ในคุณความดี รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็เป็นการแทนคุณท่าน

พื้นเมืองอุบล
อักษรธรรม 1 ผูก วัดบ้านหัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

    เป็นการเล่าประวัติของการอพยพกลุ่มพระวอพระตา มาจากเวียงจันทน์ถึงการก่อตั้งเมืองอุบล ในบริเวณที่เป็นจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันนี้     เชื้อสายของผู้คนที่อพยพมาก่อตั้งเมืองอุบลมาจากบ้านหินโงม ที่เวียงจันทน์ โดยมีพระตาเป็นหัวหน้า พระตาเป็นผู้มีอำนาจมากปกครองบริวารจำนวนหนึ่ง พระตามีลูกชาย 3 คน คือ ท้าววอ ท้าวคำผง ท้าวพรม กษัตริย์เวียงจันทน์ได้ตั้งท้าววอเป็นพระวอ เป็นนายกองคุมกองนอก เมื่อกษัตริย์เวียงจันทน์สวรรคต กษัตริย์องค์ใหม่ได้ข่มเหงลูกสาวของพระตา พระตาจึงพาไพร่พลอพยพหนีจากเวียงจันทน์ โดยมีไพร่พลเป็นครัวเรือนสามหมื่นเศษ และเป็นทหารอีกสี่พันคน โดยแบ่งเป็นสามกอง คือ
     หลวงราชโภชนัย เป็นกองหน้า กำลังคนหมื่นเศษ
     ท้าวนาม เป็นกองหลัง กำลังคนหมื่นเศษ
     พระตา พระวอ เป็นกองกลาง และมีท้าวชม ท้าวสูน เป็นกองสอดแนม
     เมื่อเดินทางได้ 1 เดือน ถึงหนองบัวลำภู โดยกองของพระตาอยู่ที่ใกล้กับภูวง หลวงราชโภชนัย ตั้งอยู่ที่บ้านผ้าขาวพรรณาใกล้กับลำน้ำสงคราม ท้าวนามไปตั้งอยู่ที่ภูเวียง     กษัตริย์เวียงจันทน์ได้ยกทัพมาประมาณหมื่นคน มาปราบโดยให้เมืองแสนและเมืองจันทร์เป็นแม่ทัพ มาตั้งพักทัพที่บริเวณที่เป็นหนองคายในปัจจุบัน กองสอดแนมฝ่ายพระตารายงานให้พระตาทราบ ดังนั้นทัพเวียงจันทน์จึงถูกซุ่มโจมตีอย่างยับเยิน เวียงจันทน์เสียทหารประมาณ 5,000 คน ฝ่ายพระตาได้อาวุธ ช้าง ม้า ทรัพย์สินเป็นอันมาก     ในวันเสาร์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ทัพเวียงจันทน์ได้ยกมาตีที่หนองบัวลำภู แต่ก็พ่ายแพ้กลับไป พระวอชนช้างฆ่าอุปราชเวียงจันทน์ตาย พระตาได้ตั้งบ้านเมืองที่หนองบัวลำภู 7 ปี     ต่อมากษัตริย์เวียงจันทน์ได้ขอความร่วมมือไปยังเมืองเชียงใหม่ขอกองทัพมาช่วยปราบพระตา กษัตริย์เชียงใหม่ยกทัพมาช่วยรบ พระตาจึงพาบริวารมาตั้งที่เมืองร้อยเอ็ดในปัจจุบัน รบกันตั้งแต่เดือนยี่ แรมแปดค่ำ วันจันทร์จนถึงเดือนสามวันเพ็ญจึงล่าถอย แต่สูญเสียผู้คนไม่มาก เพราะรบไปถอยไป จากบ้านหินโงม ร้อยเอ็ด พระตาและบริวารได้อพยพไปตั้งบ้านเรือน หลวงราชโภชนัยข้ามแม่น้ำมูลไปตั้งบ้านชื่อบ้านลำดวนใหญ่แขวงจำปาศักดิ์
     พระตาเดินทางไปจากร้อยเอ็ดอีก 4 เดือน ถึงเมืองจำปาศักดิ์ เจ้าเมืองจำปาศักดิ์ ไม่อยากให้อยู่ด้วยเกรงจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ได้มาตั้งอยู่ที่ใกล้แม่น้ำพลึง คือบ้านดู่ บ้านแก ตั้งอยู่บริเวณนี้อีก 10 ปี
     เจ้านาม ตั้งอยู่พรรณาผ้าขาวร้อยเอ็ด
     กษัตริย์เวียงจันทน์ยกกองทัพเรือมีกำลังพลประมาณสองหมื่น รบกันตั้งแต่เดือน 4 ถึงเดือน 5 ข้างแรม รบอยู่ 2 เดือนก็ไม่แพ้ชนะแก่กัน พระวอขี่ม้าออกมารบอย่างกล้าหาญต่อสู้สังหารคนตายไปประมาณพันคน และพระวอขาดใจตายในที่รบเนื่องจากเหนื่อยบอบช้ำจากการรบ ท้าวคำผง ท้าวทิดพรม ได้ช่วยกันและรักษาเมืองให้มั่นคงไว้ พระตาได้มีสารมาบอกทูลพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินจึงส่งทัพมาช่วย รบกันตั้งแต่เดือน 4 ถึงเดือน 8 วันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะโรง กษัตริย์จำปาศักดิ์ออกมาอ่อนน้อมส่งส่วยต่อไทย
     ท้าวคำผงได้เป็นแม่ทัพยกไปตีเวียงจันทน์ร่วมกับทัพไทย เวียงจันทน์ได้อ่อนน้อมส่งส่วยต่อไทย ต่อมาหลวงพระบาง ได้อ่อนน้อมต่อไทย ลาวทั้ง 4 กลุ่ม คือลาวในอีสาน เวียงจันทน์ หลวงพระบาง จำปาศักดิ์ได้ขึ้นต่อไทย ตั้งแต่นั้น
     ทัพไทยได้นำเอา พระแก้วมรกต นางเขียวค่อมราชธิดาเวียงจันทน์กลับไทย พระตาได้สิ้นชีวิตเมื่ออายุได้ 78 ปี สอนให้ลูกหลานประพฤติปฏิบัติตนตามประเพณี และมีหลักการปกครองแทรกอยู่ด้วย และสั่งให้อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำมูล พระตาตายในวันศุกร์ เดือน 3 ขึ้น 13 ค่ำ และในเดือน 4 ขึ้น 11 ค่ำ ทำศพกลางทุ่งใหญ่ จัดตั้งวางศพบนเมรุนกหัสดีลิงค์สมโภชศพ 7 วัน 7 คืน และก่อธาตุพระวอ พระตาไว้นอกเมือง

พื้นเวียง (พื้นเวียงจันทน์)
อักษรธรรม 5 ผูก วัดป่าก้าว ต.โนนสมบูรณ์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี

    นครเวียงจันทน์ มีกษัตริย์ชื่อพระอนุรุธราชเจ้า มีมเหสีฝ่ายขวาชื่อคำปอง มเหสีฝ่ายซ้ายชื่อคำจันทร์ มีพระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว     ต่อมาเกิดพายุแผ่นดินแยกและเกิดฟ้าผ่าพระธาตุพนมอันเป็นที่สักการะบูชาพังพินาศอันเป็นลางร้ายของบ้านเมืองมาถึง
    ยกบัตรเมืองโคราช ขออนุญาตราชสำนักสยามเพื่อขอปราบพวกข่าที่ดอนโขง บ้านด่าน เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต หลวงยกบัตรได้ออกมาขูดรีดชาวพื้นเมือง ยกทัพโจมตีชาวพื้นเมืองผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พระยาไกรเจ้าเมืองภูขันไม่ยอมอ่อนต่อเมืองโคราช ได้ร้องเรียนมายังราชสำนักสยาม ราชสำนักสยามได้ส่งคุณมหาอมาตย์ขึ้นไปไต่สวนความ เมื่อพบกับหลวงยกบัตรเมืองโคราช ก็ได้รับคำเพ็ดทูลและได้รับสินบน คุณมหาอมาตย์เดินทางกลับเพื่อไปรายงานต่อราชสำนักสยาม พระยาไกรได้ฟ้องร้องไปอีก คุณมหาอมาตย์ก็เดินทางไปอีกเช่นเคยยกบัตรจึงจัดเครื่องบรรณาการข้าทาสถวายราชสำนักด้วย หลวงยกบัตรได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาพรหมภักดีและสัญญาว่าเจ้าเมืองโคราชถึงแก่กรรมแล้วจะให้พระยาพรหมภักดีขึ้นครองเมืองแทน     พระยาพรหมภักดีเป็นคนโปรดปรานของราชสำนักสยามได้กดขี่ขูดรีดชาวพื้นเมืองมากขึ้นในที่สุดชาวพื้นเมืองซึ่งมีชาวข่ารวมอยู่ด้วย มีหัวหน้าคือเจ้าหัวสา ตั้งตัวอยู่เขาเก็ดโง้ง บ้านหนองบัว แขวงจำปาศักดิ์
     มีพวกข่ามากมายขึ้นมาเผาเมืองจำปาศักดิ์ เจ้าเมืองจำปาศักดิ์หนี ไปหาพระยาพรหม พระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกมาปราบปรามและจับเจ้าหัวสาได้ เมื่อได้ทำการสอบสวนเจ้าหัวสา เจ้าหัวสาก็สารภาพว่าพระยาพรหมภักดีเป็นผู้ยุแหย่ แต่พระยาพรหมปฏิเสธ จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันมากขึ้น
     จากการสอบสวน แม้พระยาพรหมภักดีจะมีความผิด แต่ทรงเห็นว่ามีคุณต่อแผ่นดินก็ยกโทษให้ พระอนุรุธราชทูลขอให้ราชบุตรของพระองค์ ครองเมืองจำปาศักดิ์ ก็ทรงอนุญาต พระยาพรหมภักดีเห็นว่า พระอนุรุธราชจะมีอำนาจขึ้นทุกวัน พวกลาวจะกลับไปยังเวียงจันทน์หมด ทางแก้คือจะต้องจดเลกพวกลาวเสียก่อน ทางราชสำนักสยามเห็นชอบจึงโปรดให้หมื่นภักดี หมื่นพิทักษ์ไปเป็นแม่กองสักเลกพวกลาวที่กาฬสินธุ์ ละคร เหมราษฐ์บังมุกอุบลฯ เมื่อเจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญกรรม พระยาพรหมภักดีได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน     พระยาพรหมภักดีทำความเดือดร้อนให้กับพวกลาวและข่ามากขึ้นทุกวัน พระอนุรุธราชเจ้าเมืองเวียงจันทน์ ได้ยกทัพมาเพื่อจับนายกองสักเลก และเจ้าเมืองที่กดขี่ราษฎรฆ่าเสีย และหมายจะล้มอำนาจของพระยาพรหมภักดีด้วย ในที่สุดทัพเวียงจันทน์ก็เดินทัพเข้าเมืองโคราช กรรมการเมืองยอมอ่อนน้อม ทัพเวียงจันทน์กักผู้คนไว้ที่ค่ายมูลเค็ง (ทุ่งสัมริด) อีกส่วนหนึ่งก็ออกล่าตัวพระยาพรหมภักดีโดยมีพระยาไกรเป็นหัวหน้า
     พระยาพรหมภักดีปลอมตัวเป็นไพร่ ลอบเข้ามาในค่ายมูลเค็ง พระยาพรหมภักดีหวังจะหยุดยั้งการกวาดต้อนผู้คนของทัพเวียงจันทน์ให้เป็นไปอย่างช้าๆ และได้รวบรวมคนเมือง กาฬสินธุ์ ละคร แปะ (บุรีรัมย์) ปัก (ปักธงชัย) ร้อยเอ็ด ในขณะที่ค่ายมูลเค็งก่อความไม่สงบได้ฆ่าพวกทหารเวียงจันทน์ตายเกือบหมด เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ทราบข่าวก็พิโรธมากจึงจัดให้ถอยทัพ รีบยกไพร่พลกลับเวียงจันทน์
     ความทราบถึงราชสำนักสยาม ทางกรุงเทพฯ ทราบเพียงว่าเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฏ จึงโปรดให้พระยามุนินทร์เจ้าเมืองลือเดช (เจ้าพระยาบดินทร์เดชา สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อทัพทางกรุงเทพขึ้นไป ทัพลาวพ่ายแพ้ยับเยิน เจ้าเมืองเวียงจันทน์หนีไปถึงแกว(ญวน) แต่ในที่สุดพระองค์ถูกทัพไทยจับได้ และถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ ในที่สุดถึงแก่ทิวงคต

สังข์ศิลป์ชัย
ต้นฉบับปริวรรตเป็นอักษรไทย โดยนายปรีชา พิณทอง โรงพิมพ์ศิริธรรม

    ที่นครเปงจาล พระยากุศราช เป็นเจ้าเมือง มีน้องสาวรูปงามชื่อนางสุมุณฑา วันหนึ่งนางไปชมสวน มียักษ์กุมภัณฑ์มาอุ้มเอานางไปยังเมืองอโนราช แล้วแต่งตั้งเป็นมเหสี     พระยากุศราชเสียใจมาก จึงออกบวชติดตามไปถึงเมืองจำปา และได้พบธิดาทั้ง 7 ของนันทะเศรษฐี จึงสึกและขอนางเป็นมเหสี
     พระยากุศราชเรียกมเหสีทั้ง 8 มา ให้ทุกนางตั้งจิตอธิษฐานขอเอาลูกชายผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิด เพื่อจะได้ติดตามเอานางสุมุณฑากลับคืนมา พระอินทร์ได้ส่งเทพ 3 องค์มาเกิดในท้องนางทั้งสอง
     องค์หนึ่งเกิดเป็นสีโห (หัวเป็นช้าง) เกิดในท้องเมียหลวง องค์สองศิลป์ชัย (เป็นคน) และสังข์ทอง (หอยสังข์) เกิดในท้องเมียน้อย เมียหกคนได้คนสามัญมาเกิด โหรหลวงได้ทำนายว่าลูกที่เกิดจากเมียน้อยและเมียหลวงจะเป็นผู้มีบุญ
     คำทำนายของโหร ไม่เป็นที่พอใจของมเหสีทั้งหก มเหสีทั้งหกจึงว่าจ้างให้โหรทำนายใหม่ โหรเห็นแก่อามิสสินจ้างจึงทำนายใหม่ว่าลูกที่เกิดจากมเหสีทั้ง 6 มีฤทธิ์เดชมาก ลูกที่เกิดจากนางจันทาและนางลุน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์ เกิดมาอาภัพอัปปรีย์และจัญไร
     เมื่อประสูติ พระยากุศราชจึงขับไล่นางจันทา นางลุน พร้อมพระโอรสออกจากเมือง พระอินทร์เล็งเห็นความทุกข์ยาก จึงมาเนรมิตเมืองไว้ต้อนรับให้ได้อยู่อาศัย ยังเมืองนครศิลป์แห่งนี้     พระยากุศราชเมื่อขับไล่เมียแล้วให้โอรสทั้งหกไปตามเอาน้องสาวของตนคืนจากยักษ์กุมภัณฑ์ โอรสทั้งหกหลงทางมายังเมืองนครศิลป์ และได้โกหกศิลป์ชัย ให้ส่งสัตว์ป่าเข้าเมืองด้วยเพื่อเป็นพยานว่าพวกของตนได้พบกับศิลป์ชัยแล้ว
     เมื่อถึงเมืองโอรสทั้งหกก็โอ้อวดกับบิดาว่า พวกเขามีอำนาจเรียกสัตว์ทุกชนิดเข้าเมืองได้ ทุกคนก็หลงเชื่อว่าโอรสทั้งหกมีอำนาจ
    เมื่อบิดาสั่งให้โอรสทั้งหกติดตามหาอา พวกเขาก็มาโกหกศิลป์ชัยว่าบิดาสั่งให้ศิลป์ชัยไปตามหาอา ถ้าได้อาคืน ความผิดที่แล้วมาพ่อจะยกโทษให้ ศิลป์ชัยและน้องไปถึงด่านงูซวง กุมารทั้งหกไม่กล้าเดินทางต่อไป ให้สังข์ทองกับศิลป์ชัยเดินทางต่อไปรบกับยักษ์ฆ่ายักษ์ตาย เอาอาคืนมาได้ เมื่อถึงแม่น้ำใหญ่ กุมารทั้งหกผลักศิลป์ชัยตกเหว และบอกอาว่าศิลป์ชัยตกน้ำตาย อาไม่เชื่อจึงเอาผ้าสะใบ ปิ่นเกล้าและช้องผมเสี่ยงทายไว้ เมื่อกลับมาถึงเมืองพระยากุศราช ได้จัดงานต้อนรับ และทราบความจริงว่ากุมารทั้งหกเป็นคนโกหกมาโดยตลอดจึงถูกลงโทษขังคุกพร้อมมารดาของตน พระยากุศราชพร้อมน้องสาวเชิญเอานางจันทาและนางลุน พร้อมศิลป์ชัย สีโหและสังข์ทองเข้ามาในเมือง อภิเษกศิลป์ชัยให้เป็นเจ้าเมืองเปงจาล ต่อมาศิลป์ชัยได้ปล่อยให้คนทั้งหมดออกจากคุกปกครองบ้านเมืองเป็นสุขสืบมา
     ยักษ์กุมภัณฑ์ พระยาเวสสุวัณชุบชีวิตคืนชีพขึ้นมา คิดถึงนางสุมุณฑาผู้เป็นมเหสี จึงจัดการสู่ขอนางจากศิลป์ชัยและทั้งสองอยู่เป็นสุขตราบสิ้นอายุ

สีทนมโนราห์
อักษรธรรม 4 ผูก วัดบ้านแดงหม้อ ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
    ยังมีนครเป็งจาล มีกษัตริย์ชื่อ ท้าวอาทิตราช พระโพธิสัตว์ได้จุติในครรภ์พระเทวีของพระองค์ เมื่อประสูติแล้วทรงพระนามว่า สีทนต์ เมื่อประสูติมามีธนูอาวุธประจำพระองค์พระองค์ติดมาด้วย แสดงถึงความเป็นผู้มีบุญบารมี
     มีนายพรานคนหนึ่งไปล่าสัตว์ที่ป่าหินพานต์ ไปช่วยกิตตินาคราชให้พ้นจากการคุกคามของยักษ์ นายพรานไปพบนางกินรี ชื่อ มโนราห์ และพี่ของนางรวม 7 คน มาเล่นน้ำในสระริมเขาไกรลาส นายพรานจึงยืมเอาบ่วงบาศจากพระยานาคที่ตนช่วยชีวิตไว้ แล้วนำนางไปถวายท้าวสีทนต์ ท้าวสีทนต์ยกนางไว้ในตำแหน่งมเหสี     ต่อมามีโจรมารุกรานนอกเมือง ท้าวสีทนต์จึงลานางมโนราห์ไปปราบโจร ท้าวอาทิตราชได้ทรงพระสุบินว่า ไส้ได้ไหลออกจากท้องจึงให้หมอโหรมาทายดู หมอโหรทายว่าจะต้องเอาเนื้อนางมโนราห์ เซ่นผีบ้านเมือง นางมโนราห์จึงทำอุบายขอปีกหางจะรำให้ดู แล้วนางก็บินหนีไปยังเขาไกรลาส
     ท้าวสีทนต์ไปปราบโจร 3 เดือนก็สำเร็จ กลับมาไม่พบมโนราห์จึงออกตามหา ท้าวสีทนต์ไปตามหานางด้วยความยากลำบาก ไปพบพระฤาษีที่นางมโนราห์ฝากแหวนไว้ พระฤาษีชี้ทางไปและแนะนำเช่นการกินผลไม้ให้กินตามนก จะพบเส้นทางยากลำบาก ให้ปราบด้วยมะนาวเสกต่อมาพบยักษ์สูงเจ็ดชั่วลำตาล ให้ใช้ปืนยิง และข้ามแม่น้ำที่มีงูจงอาง งูเหลือม งูทำทาน เป็นแม่น้ำที่มีพิษ พ้นจากตรงนั้นจะต้องเกาะหลังนกอินทรีย์ไปจนกว่านกอินทรีย์จะพาบินไปถึงป่าหิมพานต์ของนางมโนราห์ ในที่สุดท้าวสีทนต์ก็ได้พบกับนางมโนราห์สมดังปราถนา
สุพรหมโมกขาหมา 9 หาง
อักษรธรรม 9 ผูก วัดโขงเจียมปุราณวาส ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ. อุบลราชธานี

    พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นคนยากจน พ่อแม่เป็นคนขอทานต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็กๆ พ่อได้เลี้ยงดูสุพรหมโมกขาพร้อมด้วยสุนัขที่มีหางเก้าหางซึ่งเกิดพร้อมกัน (สหชาติ) ก่อนตายพ่อของสุพรหมโมกขาได้สั่งว่า ถ้าพ่อตายลงให้เอาซากศพของพ่อไปไว้ที่ปลายนา เมื่อพ่อตายลงสุพรหมโมกขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อเป็นอย่างดี ด้วยอานุภาพของความดีพืชผลในไร่นาจึงงอกงามอย่างผิดปกติ และพระอินทร์ได้ส่งนางไข่ฟ้าให้ลงมาอยู่ในกะโหลกศพ และคอยดูแลบ้านเรือน ข้าวปลาอาหารเวลาสุพรหมโมกขาไม่อยู่ อยู่ต่อมาสุพรหมโมกขาจึงจับตัวไว้ได้จึงอยู่กินแบบสามีภรรยา กิตติศัพท์ความงามของนางไข่ฟ้าเลื่องลือไปถึงเจ้าเมืองตุตระนครเจ้าเมืองมีใจพาลและมักมากในกามตัณหาจึงใคร่จะได้นางไข่ฟ้ามาเป็นภรรยา ดังนั้นจึงท้าพนันกับสุพรหมโมกขาในการต่างๆ มี ชนไก่, ชนวัว, ชนช้าง เป็นต้น แต่ก็แพ้สุพรหมโมกขาทุกครั้งจึงบังคับให้สุพรหมโมกขาไปเอาดอกบัวที่เมืองบาดาลของพญานาค สุพรหมโมกขาจึงไปตามคำแนะนำของนางไข่ฟ้าผ่านเมือง พญามดง่าม พญายักษ์แล้วจึงถึงเมืองบาดาลได้ดอกบัวมาพร้อมทั้งลูกสาวของพญาทั้งสามเมืองนั้นด้วย เมื่อเอาไปถวายเจ้าเมือง แล้วเจ้าเมืองยังอยากได้นางไข่ฟ้าอยู่จึงหาวิธีใหม่ คือให้คนทำกลองขึ้นแล้วเอาเสนาอำมาตย์ผู้ฉลาดเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วเอาไปฝากไว้ที่บ้านของสุพรหมโมกขา เพื่อจะสืบดูว่าอะไรเป็นของต้องห้าม (ขะลำ) ของสุพรหมโมกขาเมื่อรู้แล้วจึงเอากลองกลับมา แล้วทำอาหารสี่อย่าง คือ ไข่, ไข่มดง่าม, เนื้องู และเนื้อหัวใจยักษ์ แล้วบังคับให้สุพรหมโมกขากิน เมื่อสุพรหมโมกขากินแล้วภรรยาทั้งสี่คนเกิดโรคพยาธิเพราะเป็นของต้องห้าม (ขะลำ) จึงพากันหนีกลับเมืองของตน นางไข่ฟ้าก็ออกเดินป่าไปโดยสั่งความไว้กับสุนัขเก้าหางนั้นพร้อมแหวนวงหนึ่ง พอสุพรหมโมกขากลับมาถึงบ้านทราบเรื่องราวทั้งหมดจึงออกติดตามหานางไข่ฟ้า โดยมีสุนัขเก้าหางเป็นเพื่อนไปถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง พากันว่ายน้ำข้ามโดยสุนัขให้สุพรหมโมกขา จับหางจนกระทั้งหางทั้งเก้านั้นขาดหมด พอถึงฝั่งแม่น้ำสุนัขก็ตายพอดี สุพรหมโมกขาเดินทางต่อไปจนพบนางไข่ฟ้าที่เมืองอุททุมมัททุวะดี อยู่ที่นั้นนานพอควร แล้วกลับมายังเมืองตุตระนคร พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ที่เจ้าเมืองอุททุมมัททุวะดีแต่งให้ แต่พอไปถึงเจ้าเมืองตุตระนครทราบเรื่องจึงยกทัพจะมาปราบเกิดรบกัน เจ้าเมืองตุตระนครตาย ชาวเมืองจึงยกสุพรหมโมกขาให้เป็นเจ้าเมือง สุพรหมโมกขาปกครองเมืองอย่างสงบสุข ต่อมาพร้อมกับอำมาตย์สี่คนปลอมเป็นพ่อค้าออกเที่ยวสั่งสอนไปตามเมืองต่างๆ มีเมือง เกตุมะวดี, หงสาวดี, ทันตะนคร , คันทิยารัฐ, วิเทหราช เป็นต้น เพื่อให้เจ้าเมืองและประชาชนชาวเมืองตั้งอยู่ในหลักศีลธรรมอันดีงาม แล้วสุพรหมโมกขาก็กลับมาปกครองเมืองตุตระนครต่อมาจนสิ้นอายุลง

สุริวงศ์
อักษรธรรม 1 ผูก วัดบ้านท่าไห ต.ท่าไห อ.เขื่องใน จ. อุบลราชธานี

    ท้าวพรหมทัตและนางพิมพากษัตริย์แห่งนครเป็งจาน ออกประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ ท้าวพรหมทัตออกติดตามกวางทอง ซึ่งยักษ์แม่หม้ายแปลงมาล่อให้นางพิมพาติดใจ นางจึงขอร้องให้ท้าวพรหมทัตจับกวางมาให้ เมื่อตามไปกวางทองจึงกลายร่างเป็นหญิงสาวทำให้ท้าวพรหมทัตหลงไหลจนรับมาเป็นมเหสีอีกองค์ นางยักษ์เพ็ดทูลใส่ร้ายนางพิมพา จนท้าวพรหมทัตสั่งให้นำนางและโอรสคือ ท้าวสุริวงศ์ ไปประหารชีวิต บังเอิญพระอินทร์ลงมาช่วยไว้ นางพิมพาและสุริวงศ์จึงต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองไปอยู่ในป่า ขณะที่สองแม่ลูกนอนอยู่ในป่า ยักษ์ทศกัณฑ์ที่เป็นพ่อหม้ายเดินทางผ่านมาพบเกิดรักใคร่นางพิมพา จึงคิดจะลักพานางไปเป็นมเหสี จึงอุ้มนางหนีจากลูกไปไว้ในเมืองยักษ์ แต่ทศกัณฑ์ก็เข้าใกล้นางไม่ได้ เพราะพระอินทร์บันดาลให้ร้อนกายร้อนใจ สุริวงศ์ตื่นนอนขึ้นมาไม่พบแม่จึงออกติดตามไปเรื่อยๆ จนถึงอาศรมพระฤาษี ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจนจบ และได้ลูกสาวบุญธรรมของพระฤาษี คือนางแก้วไกษร เป็นภรรยาแล้วจึงออกติดตามหามารดาต่อ ได้รบกับยักษ์และเชื้อพระวงศ์ของยักษ์จนชนะแล้วพามารดากลับคืนสู่เมืองเป็งจาน ขับไล่นางยักษ์แปลงให้กลับคืนเมืองไป ขณะเดียวกันกับพระฤาษีป่วย ท้าวสุริวงศ์พานางบัวแก้วไกษรไปเยี่ยม ได้กินรี เป็นภรรยาเพิ่มอีก หกคน แต่ต้องพลัดพรากจากนางบัวแก้วไกษร นางบัวแก้วไกษร ต้องเดินป่าแปลงเพศเป็นพราหมณ์และได้รับความสะเทือนใจมาก เมื่อพบท้าวสุริวงศ์ แล้วท้าวสุริวงศ์สั่งให้ประหารชีวิต เพราะกำลังหลงใหลในรักใหม่อยู่ เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องมาลักเอาศพของนางบัวแก้วไกษร หนีไป แล้วชุบให้คืนมา แล้วเข้าเมืองเป็งจาน สุดท้ายทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข

เสียวสวาสดิ์
อักษรธรรม จำนวน 20 ผูก วัดบ้านทุ่ง ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ. อุบลราชธานี

    เสียวสวาสดิ์เป็นวรรณกรรมคำสอนที่มีเนื้อเรื่องแทรกเป็นนิทานสลับกับคำสอนตลอดทั้งเรื่อง
    มีกฎุมพีชราผู้หนึ่งมีบุตร 2 คน ชื่อ ศรีเฉลียว และเสียวสวาสดิ์ ต่อมาพ่อถึงแก่ความตาย ก่อนจะตายได้สั่งสอนลูกให้มีความโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น , อย่าเกียจคร้าน หมั่นหาความรู้, อย่าคบคนโลเล ,ให้เชื่อฟังคำพ่อแม่ แล้วยกตัวอย่างนกกระแดบเด้าที่ไม่ฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่เลยจะถูกเหยี่ยวรุ้งจับได้ เมื่อเอาตัวรอดด้วยอุบาย ก็ได้ปฏับัติตามคำสอนของพ่อแม่ เหยี่ยวรุ้งเลยตกถูกดินตาย นกกระแดบเด้าเลยรอดตัวมาได้ แต่คำสอนบิดามารดายังไม่เทียบเท่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีคำสอนว่า ความชั่วสามประการ คือ
  1. เพื่อนไม่ออกปากวานตนไปช่วยหนึ่ง
  2. เพื่อนไม่ถามตนบอกหนึ่ง
  3. ไม่มี่ใครชมตนกลับยกย่องตนเองหนึ่ง
     ผู้เป็นนักปราชญ์ย่อมไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 8 คือ
  1. มีลาภ
  2. เสื่อมลาภ
  3. มียศ
  4. เสื่อมยศ
  5. ทุกข์
  6. สุข
  7. สรรเสริญ
  8. นินทา
     นักปราชญ์ย่อมไม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เลว เพราะสิ่งแวดล้อมกำหนด คนควรอยู่ในที่ที่เป็นมงคล และมีนิทานเรื่องช้างพลายที่โจรเลี้ยง มีความประพฤติเลว และต่อมาบัณฑิตเอาไปเลี้ยง มีความประพฤติดี เช่นเดียวกับเรื่อง ดาบสเอานกแขกเต้าไปเลี้ยง กับโจรเอาไปเลี้ยงมีนิสัยไม่เหมือนกัน พูดจาไม่เหมือนกัน
     เมื่อสั่งเสียเสร็จแล้ว กฎุมพีก็ตายไป หลังจากที่ปลงศพบิดาแล้ว ทั้งสองคนก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบิดาด้วยดี
     วันหนึ่งมีพ่อค้าสำเภาจากเมืองจำปาไปจอดพักอยู่ เสียวสวาสดิ์จึงได้ขอโดยสารไปกับนายสำเภาด้วย ระหว่างทางที่ไป เสียวสวาสดิ์ถามว่า แก่งนี้มีหินไหม     เมื่อไปถึงหมู่บ้านเสียวสวาสดิ์ถามว่า หมู่บ้านนี้มีคนไหม เมื่อไปถึงป่าไม้ เสียวสวาสดิ์ถามว่า มีต้นไม้ไหม นายสำเภาไม่เข้าใจความหมายของเสียวสวาสดิ์ จึงคิดว่าเสียวสวาสดิ์เป็นคนบ้าบอไม่เต็มเต็งแน่ๆ แต่ใจหนึ่งก็อยากได้เสียวสวาสดิ์เป็นลูกเขย เมื่อไปถึงบ้านจึงนำความไปเล่าให้นางศรีไวลูกสาวฟัง นางศรีไวจึงเฉลยปัญหาว่า     
     เมื่อถึงแก่งแล้วถามว่าที่นี่มีหินไหม หมายความว่า มีหินอื่นๆ ที่มีค่ากว่าหินอื่นไหม
     เมื่อถึงป่าถามว่ามีต้นไม้หรือไม่ หมายความว่า ไม้อื่นๆ มีมากก็จริงแต่ไม้ที่มีค่า เช่น ไม้จันทร์หอม ไม้กฤษณา มีหรือไม่
     เมื่อถึงหมู่บ้านถ้าว่ามีคนหรือไม่หมายความว่า ในบ้านมีนักปราชญ์หรือไม่ นายสำเภาทราบว่าเสียวสวาสดิ์เป็นคนมีปัญญาจึงยกนางศรีไวให้เสียวสวาสดิ์
     จะกล่าวถึงเจ้าเมืองจำปา ได้จัดให้คนเฝ้าเวรยาม ใครหลับก็จับลงโทษประหารเสีย และริบเอาทรัพย์สิน นายสำเภาเกรงจะมีภัยมาถึงตนจึงมอบทรัพย์สมบัติให้ลูกสาวลูกเขย แล้วเตรียมตัวหนี แล้วเล่าเรื่องกรรมเวรที่มาสนองตอบกัน เช่น ในสมัยหนึ่งวัวตัวหนึ่งขวิดชนพระองค์หนึ่ง ถึงแก่มรณภาพ สาเหตุเนื่องมาจากชาติปางก่อน พระองค์นี้เกิดเป็นลูกเศรษฐีได้หญิงโสเภณีเป็นคู่นอน เมื่อได้หลับนอนกับนางแล้วฆ่านางเสีย เมื่อนางตายไปจึงไปเกิดเป็นวัว แล้วได้มาผูกเวรกันในชาตินี้ เช่นเดียวกับพระโมคคัลลานะถูกโจรตีตาย เพราะชาติก่อนได้ตีมารดาตัวเอง ดังนั้นเรื่องกรรมสนองจึงเป็นเรื่องจริง
     เสียวสวาสดิ์ได้เข้าไปหาเจ้าของเมือง และเล่าเรื่องเป็นทำนองสอนถึงความไม่น่าไว้วางใจในธรรมชาติของมนุษย์เป็นนิทาน และบอกข้อเท็จจริงที่ประชาชนเดือดร้อนให้พระราชาทราบ และเล่านิทานเรื่องความโหดร้ายของพระราชาผู้หูเบา นิทานเรื่องเล่ห์เหลี่ยมของคน และนิทานเรื่องการตัดสินคดีความที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม เจ้าเมืองได้ตั้งให้เสียวสวาสดิ์เป็นบัณฑิต และได้สั่งสอนชาวเมือง มีคำสอนเกี่ยวกับผู้ปกครองที่ดี ผู้ปกครองที่เลว โครงสร้างสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของเมือง นิทานของเสียวสวาสดิ์ล้วนเป็นนิทานคำสอน ประกอบธรรมะยังมีรายละเอียดอีกมาก

ฮีต 12 คอง 14 (ฮีตบ้านคองเมือง)
อักษรธรรม 1 ผูก วัดหนองบัว ต.ท่าหลวง อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี

    ที่เมืองโพธิญาณนคร มีความเดือดร้อนเนื่องจากความเจ็บไข้ และยากจน เพิ่มมากขึ้น เศรษฐีคนหนึ่งจึงหาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรบ้านเมืองจึงเดือดร้อน เช่นนี้ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ของเมืองจึงแจ้งว่า เนื่องมาจากคนละทิ้งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บ้านเมืองจึงเดือดร้อนวุ่นวายเช่นนี้ มหาเถระแจ้งต่อไปว่า ถ้าทุกคนในบ้านเมืองปฏิบัติธรรมบ้านเมืองจะสุกใสรุ่งเรือง ศีลที่คนต้องปฏิบัติคือ ศีล 5 และศีล 8 และปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14
     ฮีต 12 คือ ประเพณีทางศาสนาทั้ง 12 เดือน ได้แก่
  เดือน 5 บุญสงกรานต์ ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียน ไปวัด เลี้ยงภัตตาหารพระสงฆ์ ฟังเทศน์ มีบายศรีสู่ขวัญ เอาน้ำหอมผสมขมิ้นรดสรงแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่เคารพนับถือ   เดือน 6 บุญบั้งไฟ ทำพิธีส่งบั้งไฟไปขอฝนจากพญาแถน เป็นการทำบุญเลี้ยงพระก่อนหน้าการทำนา แห่บั้งไฟเป็นการรื่นเริงสนุกสนาน
  เดือน 7 บุญซำฮะ เป็นการทำบุญเพื่อล้างสิ่งชั่วร้าย เช่น ผีบ้านเรือน หลักเมืองเพื่อความเป็นศิริมงคลของปี นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็นและตอนเช้ามีการเลี้ยงพระ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ทำความสะอาดบ้าน เช่น ผีประจำหมู่บ้าน ผีปู่ย่าตายาย ผีไร่นา ผีหลักเมือง
  เดือน 8 บุญเข้าพรรษา เอาข้าวตอกดอกไม้ ขี้ผึ้ง ธูปเทียนไปรวมกันที่วัด ฟังเทศน์ อุณณหัสสาวิไชย และปัญญาบารมี หล่อเทียนพรรษาถวายวัด ถวายปัจจัย เช่น ข้าวสาร อาหารแห้งน้ำมันแก่พระเพื่อใช้ในพรรษา
  เดือน 9 บุญข้าวประดับดิน เลี้ยงภัตตาหารสงฆ์ ทำบังสกุลส่งบุญไปให้ผู้ตายฟังสวดพาหุง อาหารเซ่นผีไปวางตามพื้นดิน ตามป่า เพื่อผีไม่มีญาติจะได้กิน
  เดือน 10 บุญข้าวสาก เป็นการถวายสลากภัตรแก่พระสงฆ์ พระเณรรูปใดจับสลากได้ของ ผู้ ใดผู้นั้นถวายสิ่งของแก่พระสงฆ์ และเอาอาหารสำหรับเปรตไปแขวนไว้ตามต้นไม้ ถวายผ้าอาบน้ำ
  เดือน 11 บุญออกพรรษา ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ มีพิธีถวายปราสาทผึ้ง ไหลเรือไฟ (คล้ายลอยกระทงของภาคกลาง) ตักบาตรเทโว
  เดือน 12 บุญกฐิน ถือว่าเป็นบุญที่ให้กุศลแรง ถวายผ้ากฐิน
  เดือนอ้าย บุญเข้ากรรม เลี้ยงพระ เนื่องในพิธีที่พระสงฆ์ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส มาขอแสดงอาบัติของตนแก่ที่ประชุมสงฆ์  
  เดือนยี่ บุญคูนลาน เป็นบุญหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อความเป็นศิริมงคล โดยการประพรมน้ำพุทธมนต์ยุ้งฉางลานข้าว ทำขวัญข้าว เก็บฟืนไว้ใช้
  เดือนสาม บุญข้าวจี่ ถวายอาหารพระที่วัด ฟังเทศน์ ฟังธรรมมีการนำข้าวจี่ไปถวายพระด้วย  
  เดือนสี่ บุญพระเวส เป็นการเลี้ยงพระและฟังเทศน์มหาชาติ มีกิจกรรมที่สำคัญ คือ แห่กัณฑ์หลอน แห่ข้าวพันก้อน เทศน์มาลัยหมื่น มาลัยแสน อ่านสังกาสเทศน์มหาชาติ
     คอง 14 คือ ประเพณีของชาวบ้าน เป็นวัฒนธรรมและกฏกติกาของชุมชน หรือวิถีชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ เป็นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมารยาทในสังคม เช่น ปลูกบ้านต้องวางสายสิญจ์ก่อนขึ้นบ้านต้องล้างเท้า ก่อนนอนให้ล้างมือ วันพระ วันโกน ต้องมีดอกไม้ธูปเทียนไปสมาก้อนเส้า เตาไฟ ประตู บันได ถือว่าสิ่งเหล่านี้มีเทวดาคุ้มครอง วันพระต้องไปฟังเทศน์ ทำบุญ การตักบาตรต้องไม่ให้พระมารอนาน อย่าถูกต้องพระ หรือบาตร อย่าอุ้มเด็ก หรือถืออาวุธ ถือร่ม ถือรองเท้า เวลาตักบาตร พบพระนั่งลงยกมือไหว้ อย่าเอาอาหารเหลือกินตักบาตร อย่าเหยียบเงาพระ อย่าเสพกามคุณในวันพระ วันโกน วันนักขัตฤกษ์ ฯลฯ