การทำผ้าลายมัดหมี่

        นำเส้นไหมที่ฟอกขาวหรือไหมที่ย้อมสีแรกก่อน มาพันหลักหมี่ไว้ ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้กลม 2 ท่อน ตั้งตรงข้ามกันห่างกันประมาณเท่ากับความกว้างของผ้าที่ต้องการ พันไหมไปรอบหลักตามจำนวนรอบที่ต้องการแล้วจึงนำเชือกมามัดเส้นไหมเป็นตอนๆ ตามลวดลายที่จะประดิษฐ์จะใช้เชือกที่ทำจากใบกล้วยหรือเชือกฟางมัดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้น้ำสีซึมเข้าในเส้นไหมเวลาย้อม ซึ่งเรืยกว่า "มัดหมี่" โดยผู้มัดใช้จินตนาการ หรือมีแบบลายไว้ให้ดู เพื่อให้ได้ลวดลายที่สวยงาม
        ประเภทผ้ามัดหมี่  มี 2 ประเภท คือ
        1. หมี่ลวด บางพื้นที่เรียกว่า หมี่หว่าน หมายถึงผ้ามัดหมี่ที่ทอด้วยลวดลายเดียวกันต่อเนื่องตลอดผืน จะทอด้วยลายอะไรก็ได้
        2. หมี่คั่น หมายถึง การทอผ้าที่เป็นลายมัดหมี่สลับกับการทอด้วยเส้นด้ายธรรมดาที่ไม่ได้มัดหมี่สลับกันเป็นระยะตลอดผืน
        ชนิดของลายหมี่
           ลายหมี่ที่ใช้ในการทอผ้ามัดหมี่ในภาคอีสาน มีลายแม่แบบหรือลายโครงสร้างหลัก มีลายดังต่อไปนี้
        1. ลายหมี่ข้อ
        2. ลายหมี่โคม
        3. ลายหมี่บักจับ
        4. ลายหมี่กง
        5. ลายหมี่ดอกแก้ว
        6. ลายหมี่ไผ่
            นอกจากนี้ยังมีลายหมี่ประยุกต์ โดยนำแม่ลายมาประยุกต์เป็นลายต่างๆ เมื่อทอเป็นผ้าแล้วจะเรียกว่า ผ้าหมี่ลวด หรือหมี่ตา และเรียกชื่อลวดลายตามลักษณะที่ปรากฏเช่น ลายคมห้า ส่วนลายที่เป็นข้อ จะเรียกว่าผ้าหมีข้อ เป็นต้น
    ที่มาของลวดลาย
            ที่มาของลวดลายบนฝืนผ้าในทุกท้องถิ่น มักจะมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
        1. เกิดจากอิทธิพลความเชื่อในพุทธศาสนา เนื่องจากศาสนามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวอีสาน ช่างทอจึงได้แรงบันดาลใจจากงานศิบปกรรมของโบสถ์ วิหาร มาดัดแปลงเป็นลวดลายบนผืนผ้า เช่นหน้าบันดบสถ์ ช่อฟ้า ใบระกา คันทวย ธรรมาสน์ ตลอดจนความเชื่อเรื่องพญานาคในตำนานพุทธศาสนา ก็คือที่มาของลวดลายนาคนั่นเอง
        2. เกิดจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อม
            2.1  ลายที่เกี่ยวกับสัตว์มักจะถอดแบบมาจากสัตว์ที่รู้จักกันดี ทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง สัตว์ที่มีพิษ สัตว์ที่สวยงาม สัตว์ที่เป้นอาหาร สัตว์ที่เป็นพาหนะเช่น ลายเสือ ลายช่าง ลายสิ่งโต ลายม้อม ลายนกยูง ลายไก่ ลายเป็ด ลายแมงงอด(แมงป่อง) ลายแมงมุม ลายงูเหลือม ลายเขี้ยวปลา ลายปีกไก่ ฯลฯ
            2.2  ลายที่เกี่ยวข้องกับพืช พืช เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของคนเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบ้น แต่จะแตกต่างกันที่คนในสมัยก่อนต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดได้ด้วยตนเองจึงจะมีความคุ้นเคยกับพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นอย่างดี อันเป็นที่มาของลวดลายพันธุ์ไม้บนเนื้อผ้า เช่น ลายหมากบก (กระบก) ดอกพุดซ้อน ลายงา ลายเนื่อไม้ ลายเม็ดแตง ลายดอกแก้ว ลายพิกุล ลายดอกจัน ลายดอกต้าง (ดอกไม้เถาว์ชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม) ลายดอกหนามแท่ง (คล้ายดอกพิกุล) ลายดอกสร้อย และลายดอกผักแว่น
            2.3  ลายที่เกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ เช่น ลายขอ ลายขันหมาก ลายบั้งหลาม(กระบอกข้าหลาม) ลายขนมเปียกปูน ลายกรรไกร ลายขาเปีย ลายคันไถ ลายกระจอน (ตุ้มหู) ลายจี้เพชร ฯลฯ
            2.4  ลายที่เกี่ยวกับสภาพธรามชาติ เช่น ลายภูเขา ลายแม่น้ำ ลายคลื่นน้ำ เป็นต้น
    ขั้นตอนการทำลายผ้า (มัตหมี่)
        1.นำไหมที่เตรียมไว้แล้วมาค้นกับหลักค้นหมี่โดยเฉพาะนับจำนวนเส้นไหมที่ค้นเป้นลำ จะค้นกี่ลำขึ้นอยู่กับลวดลายของหมี่นั้นๆ
        2. ใช้เชื่อกกล้วยมัดตามลายที่ต้องการ เชือกกล้วยที่นำมามัดหมี่ต้องเป็นเชือกกล้วยญวนหรือกล้วยนวลเพราะเชือกจะเหนียวกว่ากล้วยชนิดอื่นๆ เชื่อกนี้จะใช้เฉพาะผิวของกาบกล้วยญวนตัดเป็นท่อนประมาณ 1 -2 ฟุต ขูดบางๆ ผึ่งแดดให้แห้ง เวลาจะใช้นำมาแช่น้ำให้นิ่มเสียก่อน แต่ปัจจุบันใช้เชือกฟางแทนเพราะหาง่าย สะดวกไม่ต้องเสียวเวลาขูดตากเหมือนเชือกกล้วย หมี่ที่มัดเรียบร้อยแล้ว นำออกมาหลักค้น เรียกว่าหัวหมี่
        3. นำหัวหมีไปย้อมสีตามที่ต้องการ สีที่ย้อมจะเป็นสีพื้นของผ้า ส่วนลายอยู่ตรงที่มัดไว้ นำหัวหมี่ที่ย้อมแล้วมาแก้มัด แล้วนำเข้าหลอกเพื่อทอเป็นผืนต่อไป