ความเป็นมาของผ้าไหมจังหวัดอุบลราชธานี
         การทอผ้าไหมเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มเป็นงานฝีมือที่ต้องการเรียนรู้ที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษประกอบกับความสามารถพิเศษ อิทธิพลสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปรับปรุงให้เกิดลวดลายใหม่ที่สวยงามและไม่ซ้ำแบบใคร โดยอาจจะผสมผสานระหว่างลายเก่ากับลายใหม่ที่คิดประดิษฐ์ขึ้นเองหรือนำลายเก่าที่มีมาแต่เดิมหลายลายทอสลับกันก่อให้เกิดลายใหม่ขึ้น  โดยแยกจุดกำเนิดของลวดลายต่างๆ อย่างเด่นชัด เช่น
         1.  ลายที่เกิดจากความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่นลายหมากบก (กระบกหรือจะบก)   
              ลายแมงมุม  ลายม้าแล่น (ม้าวิ่ง) ลายเขี้ยวปลา ลายปีกไก่ ลายดอกแก้ว ลายดอกพิกุล
              ลายหอปราสาท เป็นต้น      
         2.   ลายที่เกิดจากอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาเกิดจากการเข้าวัดทำบุญเยิ่ยงพุทธศาสนิกชนที่ดี
             ทั้งหลายนำลักษณะส่วนประกอบต่างๆ ภายในวัดมาประดิษฐ์เป็นลายผ้า เช่น หน้าบันโบสถ์
             ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวย ตลอดจนใบเสมา ก่อให้เกิดลวดลายต่างๆ เช่น ลายหอปราสาท
             ลายใบลิม(ใบเสมา)และลายนาค
ลักษณะการทอผ้าโดยทั่วไป ของจังหวัดอุบลราชธานี มี 3 ประเภท คือ
         1. การทอผ้าด้วยเส้นไหม
         2. การทอผ้าด้วยเส้นฝ้าย
         3. การทอผ้าด้วยเส้นไหมโทเร
การทอด้วยเส้นไหม
    เรียกว่า ผ้าไหม ทอจากเส้นไหมซึ่งได้จากตัวไหมที่เลี้ยงไว้ในแต่ละครัวเรือน ลักษณะการทอแยกเป็น
        1. ผ้าไหมมัดหมี่ ซึ่งมีลวดลายที่ละเอียดละออ มีสีสันสวยงามราคาขึ้นอยู่กับความยากง่าย ของลักษณะการทอ
        2. ผ้าไหมสีพื้น คือการทอสีเดียวกันตลอดทั้งผืน ขั้นตอนการทอง่ายกว่าผ้ามัดหมี่ ราคาถูกกว่า
การทอด้วยเส้นฝ้าย
    เป็นการทอจากเส้นด้ายซึ่งบางท้องถิ่นผลิตเอง แต่บางท้องถิ่นซื้อเส้นด้ายฝ้ายสำเร็จจากท้องตลาด แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
        1. การทอผ้าฝ้ายลายขิด
        2. การทอผ้าฝ้ายสีพื้น
การทอผ้าด้วยเส้นไหมโทเร
    ซึ่งเป็นเส้นไหมที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีสีต่างๆให้เลือกตามความต้องการมีทั้งแบบสีพื้นและลายมัดหมี่คุณภาพต่ำกว่าผ้าชนิดที่ 1 และ 2 ดังนั้นผ้าชนิดนี้จึงมีราคาถูกมาก.