เดือนสี่
บุญพระเหวด

มูลเหตุที่ทำ
          มีเรื่องเล่าในหนังสือเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน ว่าครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกษแก้วจุฬามณีบน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ไปพบปะสนทนากับพระศรีอารียเมตตรัยผู้ที่จะมาเป็น พระพุทธเจ้า ในอนาคต เมื่อพระศรีอาริยเมตตรัย ได้สั่งความมากับพระมาลัยเถระว่าถ้ามนุษย์อยากจะพบศาสนาของ พระองค์ จะต้องปฏิบัติตน ดังนี้
        1. จงอย่า ฆ่า  ตี บิดา มารดา และสมณพราหมณาจารย์
        2. จงอย่าทำร้ายพระพุทธเจ้า และยุยงให้สงฆ์แตกกัน
        3. ให้ตั้งใจฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรให้จบในวันเดียว
      

         เป็นบุญที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของพระเวสสันดร เป็นบุญที่จัดทำขึ้นในเดือนสี่ เป็นประจำของทุกปี เมื่อฟังแล้วจงนำเอาไปประพฤติ ปฏิบัติตาม จะได้เกิดประสบพบศาสนาของตน เมื่อพระมาลัยเถระกลับมาถึงแล้วก็แจ้งเรื่องให้หมู่มนุษย์ทั้งหลายทราบ แล้วหมู่มนุษย์ปราถนาจะพบศาสนา พระศรีอริยเมตตรัย จึงพากันทำบุญฟังเทศน์ บุญพระเหวด มาจนถึงทุกวันนี้
พิธีกรรม
        วัดใดจะทำบุญพระเวส พระสงฆ์จะต้องจัดแบ่งหนังสือออกเป็นกัณฑ์กะให้พอดีกับพระเณรในวัด และจำนวนพระที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆ ปลูกปะรำไว้สำหรับพระเณร หรือญาติโยมบ้านอื่นที่มาทำบุญจะได้นั่ง ประดับตกแต่งศาลาโรงธรรมด้วยดอกไม้และประดับด้วยพวงมาลัยกับธงทิว และจัดหาดอกไม้, เทียน พันธูปไว้บูชา
คาถาพัน  ขึงด้ายสายสิญจน์และตั้งหม้อน้ำมนต์ พอวันรวม หรือวันเริ่ม (วันโฮม) พระภิกษุ สามเณรและญาติโยมทั้งบ้านเราและบ้านอื่นมารวมกัน พอถึงบ่าย 3 โมงเศษ ตีกลองโฮม (หมายถึงตีกลองเรียกให้มาประชุมรวมกัน) เจ้าบ้านจะแต่งผู้ที่มีความรู้และฉลาดให้ไปนิมนต์พระอุปคุต แล้วสมมติผู้ที่เป็นที่เคารพและเป็นที่นับถือ ให้แต่งตัวเป็นพระเวสสันดรและนางมัทรีไปอยู่ในป่า แล้วก็จะจัดขบวนแห่ออกไปเชื้อเชิญพระเวสเข้ามาเมือง แต่บางแห่งก็จะแห่ต้นไม้ที่ประดับประดาด้วยเงินและสิ่งของต่างๆ เช่น ไม้ขีดไฟ เทียน และสิ่งอื่นๆ อีกหลายอย่าง แล้วก็จัดขบวนแห่ซึ่งมีฆ้อง กลองยาวเป็นดนตรีแห่นำเข้าสู่วัด เมื่อถึงวัดก็นิมนต์พระนักเทศน์เสียงดีขึ้นประรำที่จัดไว้ให้พระท่านนักเทศน์ การแห่บุญพระเวสหรือบุญมหาชาตินี้โดยมากจะแห่ในเวลาย่ำค่ำเป็นต้นไป และแห่กันหลายๆ ขบวนแล้วแต่ผู้ที่จะทำบุญสุนทาน ตามชนบทภาคอีสานจะเรียกในการแห่นี้ว่า "แห่กัณฑ์หลอน" จะมีทำกันในเดือนสี่ ซึ่งเรียกว่าบุญเดือน 4

"แห่พระเหวดเข้าเมือง"
         หลังจากเชิญพระอุปคุตเสร็จแล้วก็จะถึงพิธีแห่พระเหวดเข้าเมือง ซึ่งจะเป็นเวลาประมาณ 16.00 - 17.00 . ของวันโฮมนั่นเอง
จุดเริ่มต้นแห
        มักจะเป็นบริเวณป่าใกล้ หมู่บ้าน เพราะมีความเชื่อและสมมุติกันว่า ตอนนั้นพระเหวด (หรือพระเวสสันดร) อยู่ที่ป่าหิมพานต์พร้อมทั้งนางมัดซี(พระนางมัทรี) ชาวบ้านชาวเมืองเห็นคุณความดีจึงพร้อมใจกันมาแห่พระเหวดให้กลับเข้าไปครองเมืองดังเดิม หลังจากที่ถูกขับออกจากเมืองนานถึง 7 ปี
"พิธีกรรมก่อนแห่"
       พอถึงเวลาจะเริ่มแห่ ผู้เป็นประธานจะพาญาติโยม (ที่มาพร้อมกันในบริเวณชายป่าที่ถูกสมมุติให้เป็นป่าหิมพานต์) ไหว้พระรับศีลและฟังเทศน์ การเทศน์ ณ จุดนี้เป็นการเทศน์เชิญพระเหวดเข้าเมือง เมื่อฟังเทศน์จบแล้วก็จะลั่นฆ้องแล้วจัดขบวนแห่ดังนี้ อันดับแรกเป็นคานหามหรือเสลี่ยงสำหรับวางพระพุทธรูป (ซึ่งสมมุติว่าเป็นพระเวสสันดร) ตามด้วยเสลี่ยงหามพระภิกษุที่เป็นเจ้าอธิการวัดของหมู่บ้าน จากนั้นก็เป็นคนหามฆ้องตามด้วยขบวนกลองยาว ส่วนญาติโยมที่มาร่วมชบวนแห่พะเหวดก็จะพากันถือดอกไม้นานาชนิดซึ่งได้จากป่า (ส่วนมากเป็นดอกพะยอมเพราะกลิ่นหอมดี) และมืออีกข้างหนึ่งจะช่วยกันถือผ้าพะเหวด ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ 50 วา ขึ้นไป และที่ผ้าพระเหวดก็จะมีรูปวาดเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกตั้งแต่กัณฑ์ที่ 1 ถึงกัณฑ์ที่ 13 ขบวนแห่พระเหวดเข้าเมืองจะเดินผ่านหมู่บ้านเข้าสู่วัดแล้วแห่เวียนขวา รอบศาลาโรงธรรมที่จะเป็นสถานที่ใช้ในการเทศน์สามรอบ จากนั้นจึงนำพระพุทธรูปขึ้นตั้งไว้ในศาลาโรงธรรม ญาติโยมที่เก็บดอกไม้มาจากป่าเช่น ดอกพะยอม (ดอกกันเกรา)ดอกจิก (ดอกเต็ง) ดอดฮัง(ดอกรัง) ดอกจาน ฯลฯ ก็จะนำดอกไม้ไปว่างไว้ข้างๆ ธรรมาสน์ที่จะใช้เทศน์ แล้วขึงผ้าพะเหวดรอบศาลาโรงธรรม
"เทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสน"
       หลังจากแห่พระเหวดเข้าเมืองแล้วญาติโยมจะพากันกลับบ้านเรือนของตน รับประทานอาหารเย็นพร้อมทั้งเลี้ยงดูญาติพี่น้องที่เดินทางมาร่วมทำบุญ เวลาประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ๆ ทางวัดจะตี "กลองโฮม" เป็นสัญญาณบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าถึงเวลา "ลงวัด" ครั้นหลังจากเวลารับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว ญาติโยมจะพากันมารวมกันที่ศาลาโรงธรรมซึ่งจะเป็นเวลาประมาณสองทุ่ม (20.00 .) การมารวมกันครั้งนี้เรียกว่า "ลงวัด" คือมารวมกันที่วัดเพื่อร่วมกันทำพิธีไหว้พระสวดมนต์ พระภิกษุสงฆ์สวดพระปริตมงคล หลังจากสวดมนต์จบก็จะมีการ "เทศน์มาไลยหมื่นมาไลยแสน (ซึ่งเป็นการเทศน์ที่กล่าวถึงประวัติในชาติปางก่อนของพระเวสสันดร) หลังจากฟังเทศน์มาไลยหมื่นมาไลยแสนจบก็จะมีมหรสพ เช่น หมอลำ ภาพยนตร์ ให้ชมจนถึงสว่าง

"แห่ข้าวพันก้อน"
       เวลาประมาณ 04.00 . (ตีสี่) ของวันบุญพะเหวด (เทศน์มหาชาติ) ญาติโยมคนเฒ่าคนแก่จะนำปั้นข้าวเหนียวก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือหรือจะขนาดเท่านิ้วกอ้ยก็ได้จำนวนหนึ่งพันก้อน ซึ่งเท่ากับหนึ่งพันพระคาถาในเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ใส่ถาดจากบ้านเรือนของตนออกแห่จากหมู่บ้านเข้ามาที่ศาลาโรงธรรม เวียนรอบศาลาโรงธธรรมสามรอบ แล้วจึงนำข้าวพันก้อนเหล่านั้นไปใส่ไว้ในกรวยไม้ไผ่ที่หลักทุงไซยทั้งแปดทิศและใส่ไว้ในตะกร้าที่วางอยู่บนศาลา ตามจุดมี ทุงโซ และเสดกะสัดเมื่อแห่ข้าวพันก้อนเสร็จแล้วก็จะมีการเทศน์สังกาศ คือการเทศน์บอกปีศักราช เมื่อจบสังกาศก็จะหยุดพักให้ญาติโยมกลับไปบ้านเรือนของตน นำข้าวปลาอาหารมาใส่บาตรจังหัน หลังจากพระฉันจังหันเสร็จแล้วจึงจะเริ่มเทศน์พะเหวดโดยเริ่มจากกัณฑ์ทศพร ไปจนถึงนครกัณฑ์รวมสิบสามกัณฑ์ ซึ่งจะใช้เวลาตลอดทั้งวันจนถึงค่ำ และมีความเชื่อกันว่าหากใครฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรจบ ผู้นั้นจะได้รับอานิสงฆ์มาก
"แห่กัณฑ์หลอน"
       คำ "หลอน" เป็นภาษาถิ่นไทอีสาน แปลว่า "แอบมาหา หรือลักลอบไปหา โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า"
กัณฑ์หลอน คือกัณฑ์เทศน์พิเศษนอกเหนือจากกัณฑ์เทศน์ใน "บุนพะเหวด" ซึ่งมีเพียง 13 กัณฑ์ และแต่ละกัณฑ์จะมีเจ้าภาพเป็นเจ้าของกัณฑ์นั้นๆ อยู่แล้ว กัณฑ์หลอน จึงเป็นกัณฑ์เทศน์ที่ไม่ได้จองไว้ก่อน แต่จะเป็นกัณฑ์เทศน์ที่ชาวบ้านแต่ละคุ้มร่วมกันจัดขึ้นในวันที่มีการเทศน์พะเหวดนั่นเอง โดยผู้มีศรัทธาจะตั้งกัณฑ์หลอนไว้ที่บ้านของตนแล้วบอกกล่าวพี่น้องที่มีบ้านเรือนอยู่ในคุ้มนั้นๆ จัดหาปัจจัยไทยทานต่างๆ เท่าทีมีจิตศรัทธาหาได้ ซึ่งส่วนมากจะใช้กระบุงหรือกระจาดไม้ไผ่ หรืออาจจะเป็นถังน้ำพลาสติก ใส่ข้าวสารลงไปประมาณครึ่งถึง แล้วหาต้นกล้วยขนาดสูงประมาณ 1 เมตรตั้งไว้กลางกระบุง กระจาด หรือถังน้ำนั้น แล้วนำเงินชนิดต่างๆ เช่นใบละ 10,20,50,100,500 หรือ 1,000 บาท คีบด้วยไม้ไผ่ แล้วนำไปเสียบไว้ที่ลำต้นของต้นกล้วย ส่วนที่โคนต้นกล้วยนั้นนอกจากข้าวสารแล้วอาจจะนำปัจจัยอื่นๆ เช่น ธูปเทียน ผงซักฟอก มะพร้าวอ่อน กล้วยสุก ยาสามัญประจำบ้าน ฯลฯ ใส่ไว้เป็นเครื่องไทยทาน
        เมื่อได้เวลานัดหมาย คณะผู้มีศรัทธาจะพากันแห่กัณฑ์หลอนจากที่ตั้งโดยมีกลองยาว แคน ฉิ่ง ฉาบ ฯลฯ นำขบวน ผู้มีศรัทธาบางคนก็จะพากันฟ้อนรำไปตามจังหวะเสียงกลองอย่างสนุกสนานพอถึงวัด จะแห่รอบศาลาโรงธรรมโดยเวียนขวา 3 รอบ แล้วนำกัณฑ์หลอนขึ้นบนศาลาถวายแด่ภิกษุรูปที่กำลังเทศน์อยู่ขณะนั้น
กัณฑ์หลอน สามารถนำไปทอดได้ตลอดทั้งวันขณะที่มีการเทศน์มหาชาติ ซึ่งอาจจะถึงมืดค่ำก็ได้ และอาจจะมีกัณฑ์หลอนจากหมู่บ้านอื่นแห่มาสมทบอีกก็ได้โดยไม่จำกัดจำนวน ถือเป็นการสร้างความสามัคคีของคนระหว่างหมู่บ้าน ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน
กัณฑ์จอบ เจ้าศรัทธาทำกัณฑ์จอบจะไปดูที่วัดก่อน หากพระองค์ใดที่เป็นที่คุ้ยเคยและเป็นที่เคารพของเจ้าภาพกัณฑ์จอบนั้น  ก็จะแห่กัณฑ์นั้นเข้าวัดให้ตรงกับเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ องค์ที่ตนชอบพอและเคารพนั้นกำลังเทศน์ กิริยาเช่นนี้เรียกว่า กัณฑ์จอบ