เดือนห้า
บุญสงกรานต์ 

บุญสงกรานต์  ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 มีพิธีการทำบุญตักบาตร ทำบุญสรงน้ำพระ และรดน้ำผู้ใหญ่ โดยการนำเอาน้ำอบ น้ำหอมไปสรงพระพุทธรูป พระภิกษุสงฆ์ และรดน้ำคนเฒ่า คนแก่ ปู่ ย่า ตา ยาย บิดา และมารดา ที่เราเคารพ นับถือ
มูลเหตุที่ทำ เพื่อขอให้มีความเป็นอยู่ร่มเย็นเป็นสุข จะปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สมหวัง เช่น ขอน้ำขอฝน ขอให้ตกต้องตามฤดูกาล และให้ข้าว น้ำ ปลา อุดมสมบูรณ์ และในเดือนนี้ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอีสาน โดยถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันเริ่มต้นทำบุญ
     มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อันเป็นอารามที่อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีสร้างถวาย วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล บรมกษัตริย์ได้เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง

        ทำบุญตักบาตรเช้าของวันมหาสงกรานต

              การสรงน้ำพระพุทธรูปที่แห่ไปตามถนน
จากนั้นได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระสุริยเทพบุตรเสด็จอยู่ในวิมานสักกี่วัน พระพุทธเจ้าข้า" ดังนี้ฯ ตรัสว่า "ขอถวายพระพร ตามปกติพระสุรยเทพบุตรเสด็จอยู่ในวิมานได้เพียง 29 วันเท่านั้น ครั้นล่วงเข้าวันที่ 30 คือครบ 1 เดือนแล้ว จึงย้ายราศีขึ้นไปเดินในเบื้องบน ย้ายราศีออกจากเหลี่ยมพระสุเมรุ พระรัศมีก็แผดกล้าร้อนยิ่งนัก สัตว์โลกเราเรียกกันว่าสงกรานต์" ดังนี้ฯ ทูลถามว่า "พวกมนุษย์พากันเกิดโรคาพาธเจ็บไข้เป็นอันมาก บางพวกเกิดโรคปัจจุบันขึ้นเพียงครู่เดียวก็ตายทันที บางพวกอดอยากโภชนาหารล้มตายไปก็มี บางปีเกิดข้าวยากหมากแพงก็มี บางทีฝนตกแต่เดือนแรกน้ำมากแต่ต้นปี ครั้นถึงปลายปีน้ำก็แห้งลดน้อยไปก็มี บางทีก็เกิดไฟไหม้บ้านก็มี

บางทีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คิดทรยศต่อองค์พระมหากษัตริย์ก็มี หญิงมีครรภ์คลอดบุตรแล้วมีอันล้มตายไปก็มี เป็นดังนี้ด้วยเหตุผลประการใด พระพุทธเจ้าข้า" ตรัสตอบว่า "ขอถวายพระพร ในเวลาที่สุริยเทพบุตรนี้ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ มนุษย์ทั้งหลายย่อมมีอันเป็นไปดังที่มหาบพิตรได้ตรัสบรรยายแล้วนั้น ถ้าสุริยเทพบุตรนอนในปีใด ปีนั้นเกิดข้าวยากหมากแพง ถ้าในปีใดสุริยเทพบุตรนั่ง พวกมนุษย์ย่อมได้รับความสุขเป็นอันมาก ถ้าสุริยเทพบุตรขี่นาคไป ฝนจะกตในเดือนแรก น้ำจะมากแต่ต้นปี ปลายปีฝนจะน้อย และจะตกไม่ต้องตามฤดูกาล ถ้าสุริยเทพบุตรเสด็จไปข้างท่อลมมักจะเกิดวาตภัย ถ้าสุริยเทพบุตรขี่ราชสีห์ในปีใด ปีนั้นข้าวปลานาเกลือก็จะบริบูรณ์พูนผล หมู่มนุษย์ก็จะได้รับความสุขทุกถ้วนหน้า ถ้าสุริยเทพบุตรขี่กวางเสด็จไปชาวชนบทจะเกิดฆ่าฟันรัยแทงซึ่งกันและกัน และสตรีมีครรภ์จะมีอันตรายด้วยการคลอดบุตรเป็นอันมาก ถ้าสุริยเทพบุตรเสด็จไปข้างท่อน้ำ ปีนั้นฝนตกน้อย น้ำจะแห้งแล้ว กสิกรจะได้ทำไร่ไถนาเป็นอันลำบาก ถ้าสริยเทพบุตรเสด็จไปด้วยวิมาน หมู่มนุษย์ก็จะอยู่เป็นสุข ถ้าขี่ม้าเสด็จไปในปีใด ปีนั้นจะมีวัวควายช้างม้าเกิดขึ้นเป็นอันมาก ถ้าเสด็จไปข้าท่อไฟ แต่นั้นไปจะเกิดอัคคีภัย ถ้าเสด็จไปในเวลาเช้า หมู่มนุษย์ก็จะมีความทุกข์โศกโรคภัยเป็นอันมาก ถ้าเสด็จย้ายไปในเวลาเที่ยง หมู่มนุษย์จะมีโรคาพยาธิมาก ถ้าเสด็จไปในเวลาพลบค่ำ พระราชาตลอดจนราชกัญญาทั้งหายจะประกอบไปด้วยความทุกข์ดทมนัส ถ้าเสด็จย้ายไปในเวลาเที่ยงคืน หมู่สัตว์จะอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยอันตราย" ดังนี้ฯ
        ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลถามว่า "เมื่อถึงสงกรานต์พวกมนุษย์จะทำอย่างไร จึงจะพ้นจากทุกข์ภัยไข้เจ็บได้ พระพุทธเจ้าข้า !" ตรัสว่า "อย่าได้พากันประมาทในศีลทานการกุศล จงทำบุญให้ทานแก่สมณะพราหมณาจารย์ยาจกวณิพกกำพร้าอนาถา สรงน้ำแก่พระสงฆ์ทั้งปวงและสรงพระพุทธรูป พระเจดีย์ ต้นโพธิ์ตลอดจนผู้เฒ่าคนชรา ปู่ ย่า ตา ยาย บิดา มารดา ครู อาจารย์ จะได้รับพรจากท่าน แล้วจะได้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ สืบไป
       อนึ่ง ผู้มีความปราถนาจะพ้นทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร พึงสมาทานรักษา ศีล 5 ศีล 8 ประการ หมั่นสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนึ่งเล่าเหล่าชนผู้มีเมตตากรุณาเอ็นดูต่อสรรพสัตว์ปล่อยสัตว์สองเท้าสี่เท้าเป็นต้น ปลา เต่า และนก ย่อมได้ผลานิสงฆ์เป็นอันมากสุดที่จะคณนานับได้ พระเจ้าปะเสนทิโกศลทูลถามว่า "บุคคลผู้ปล่อยปลา เต่า เนื้อ และนกเป็นต้น จะได้อานิสงส์ผลเป็นประการใด" ตรัสว่า "ได้เสวยความสุขสำราญเป็นอเนกประการ มีอายุยืนนานมีกำลัง และความเพียรมากหาโรคเบียดเบียนมิได้ รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง ดุจสามเณรซึ่งจวนจะสิ้นอายุแล้ว เดินทางไปหมายจะลาโยมพ่อและโยมแม่ ขณะที่เดินทางไป ได้พบปลาตัวหนึ่ง ซึ่งดิ้นอยู่ด้วยความลำบากในที่ซึ่งน้ำลดลง จึงเกิดสงสารแล้วนำไปปล่อยในน้ำลึก ด้วยอานิสงฆ์ที่ปล่อยปลานั้น ทำให้สามเณรมีอายุยืนยาวสืบไป เพราะเหตุนี้บุคคลควรเป็นผู้มีความเมตตาต่อสัตว์สองเท้าสี่เท้าแล้ว จะได้เจริญด้วยสรรพสิริสวัสดิ์ มีอายุยืนยาวนาน ปราศจากโรคาพยาธิอันจะพึงมีมาเบียดเบียน" ดังนี้ฯ     


รดน้ำผู้สูงอายุและขอพร

     ครั้งนั้น พระเจ้าปะเสนทิโกศลทูลถามว่า "เหล่าชนผู้เอาน้ำหอมรด อาบให้แก่บิดามารดา ครู อาจารย์ พระพุทธรูป พระสงฆ์ พระเจดีย์ และต้นโพธิ์ เป็นต้น จะมีอานิสงส์ผลเป็นประการใด พระพุทธเจ้าข้า " ตรัสว่า "การกระทำเช่นนั้นได้ชื่อว่าทดแทนคุณบิดามารดา และได้ชื่อว่าทำถูกต้องตามตันติประเพณี ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลอีกด้วย" ดังนี้แล้วทรงนำอดีตมาสาธกว่า
     ในสมัยดึกดำบรรพ์ บุรุษชาวเมืองอมรวดี มีอาชีพเป็นหมอเชี่ยวชายในการประกอบยาเพื่อรักษารักษาโรค นำทรัพย์มาเลี้ยงดูมารดา ครั้นต่อมาเขารักษาเศรษฐีผู้ป่วยจนหายเป็นปกติดีแล้ว ได้ค่าจ้างจากท่านเศรษฐีเขาได้นำทรัพย์มามอบให้มารดา บิดา แล้วออกเที่ยวรักษาเรื่อยไป ครั้นต่อมาบิดามารดาหาชีวิตไม่แล้ว เขาได้จัดการปลงศพทำบุญอุทิศให้ท่าน ครั้นเขาตายจากชาตินั้นแล้วได้ไปเกิดเป็น

เศรษฐีมีทรัพย์ 80 โกฏิ มีใจเป็นปราชญ์เพียบพร้อมด้วยกตัญญูกตเวทิตาธรรม มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในคุณศีลทานภาวนา เคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอันดี ครั้นตายจากชาตินั้นได้เกิดเป็นกษัตริย์ในกรุงจัมปานคร เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มีทานการบริจาคเป็นต้น
   พระเจ้าปะเสนทิโกศลทรงสดับพระธรรมเทศนา ในสำนักพระบรมศาสดาดังนี้แล้ว ทรงมีพระราชหฤทัยผ่องแผ้วโสมนัสปรีดา ตรัสสรรเสริญพรรณนาพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ถวายบังคมลาเข้าสู่พระราชนิเวศน์ของพระองค์ตามเดิม
พิธีกรรม
    การทำบุญเดือนห้าจะทำขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ ของเดือน 5 จะเริ่มเวลาประมาณ 15.00 น พระสงฆ์ จะตีกลองใบใหญ่ในวัดเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ญาติโยม ในหมู่บ้านออกมารวมกันที่วัดและนำพระพุทธรูปลงมาประดิษฐานไว้ในศาลาโรงธรรม ต่อมพระสงฆ์และชาวบ้านก็จะมาร่วมกัน จัดน้ำอบ น้ำหอม ธูป เทียน ดอกไม้ มาพร้อมกัน แล้วกล่าวคำบูชาอธิษฐาน ขอให้ฟ้าฝนตก ในบ้านเมือง อยู่ร่มเย็น แล้วก็สรงน้ำอบ น้ำหอมให้แก่พระพุทธรูปทั้งหมดที่มีอยู่ในวัด หลังจากนั้นก็สรงน้ำให้แก่พระสงฆ์ อันเป็นเคารพสักการะบูชาของชาวบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นการเคารพท่านจะได้ให้ศีลให้พร ให้เรามีความสุข ความเจริญ และเป็นการต่ออายุของเรา
     หลังจากกลับมาถึงบบ้าน จะมีการสรงน้ำให้คนเฒ่า คนแก่ ซึ่งเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือครูบา อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่อันควรในการเคารพสักการะของเรา เอาน้ำอบ น้ำหอม ไปสรงท่าน ซึ่งเป็นการสักการะนับคือถึงบุญคุณของท่าน หลังจากนั้นก็เล่นสาดน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน
      ในตอนเย็นจะมีการก่อพระทราย ชาวบ้านจะนำทรายจากที่ใดที่หนึ่งแล้วแต่จะได้ทราย นำมาก่อพระทรายที่ลานวัด จะมีการประดับประดาพระเจดีย์ทราย แล้วแต่ความต้องการ และในวันนี้ ชาวบ้านที่มาทำบุญ จะมีการปล่อยสัตว์ เพื่อเป็นบุญกุศล ซึ่งเป็นสัตว์จำพวก นก ปลา เต่า และหอยเป็นต้น

              ก่อเจดีย์ทราย

              เล่นสาดน้ำ

        การแห่พระแก้วบุษราคัม

 
ปล่อยปลาที่ท่าน้ำวัดสุปัฏนาราม